วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" บนเส้นทางการเมือง ก่อนปิดฉากชีวิตแกนนำ3พี หลังยุบสภาฯแค่วันเดียว

"ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" บนเส้นทางการเมือง ก่อนปิดฉากชีวิตแกนนำ3พี หลังยุบสภาฯแค่วันเดียว

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 11:22:05 น.

Share





ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เปิดตัวนายพีรพร สุวรรณฉวี บุตรชายที่ส่งลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา 



ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ กับแกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 


มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 10 พ.ค.  ว่า  ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่ม 3 พี  พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน  ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคมะเร็ง ต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ  รวมอายุได้ 61 ปี  ซึ่งทางครอบครัวสุวรรณฉวีจะได้เตรียมแถลงข้อเท็จจริงในเวลาประมาณ 14.00 น. วันเดียวกันนี้ ณ ที่ทำการพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

 

 


สำหรับ ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 ที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของนายจำรัส กับนางสำเภา สุวรรณฉวี  

 

 


สำเร็จการศึกษา จาก ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเฉลิมศาสตร์ศึกษา  มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม   ประกาศนียบัตรวิชาชีพ โรงเรียนก่อสร้างวัดราชสิทธาราม  ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ปริญญาโท สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รวมถึงยังเป็นนักเรียนโรงเรียนนายอำเภอ เป็นรุ่นที่ 23 


 

 

ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สมรสกับร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี   อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ไอซีที)  มีบุตรชาย 3 คน คือ พลพีร์ สุวรรณฉวี ,พีรพร สุวรรณฉวี และณัฐวัชร์ สุวรรณฉวี

 

 

 

ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์  เริ่มรับราชการในสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จนได้รับตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2529 และตำแหน่งนายอำเภอเขาย้อย อำเภอท่ายาง อำเภอเมืองสระบุรีเป็นอำเภอสุดท้าย ก่อนลาออกมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2535 สังกัดพรรคสามัคคีธรรม ต่อมาในการเลือกตั้งเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 จึงได้ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม 16 และย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทย

 

 

ในปี พ.ศ. 2538  ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นหนึ่งในแกนนำที่ต่อต้านรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ในเรื่อง สปก.4-01   ก่อนได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา

 

 

ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคความหวังใหม่ และรับตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค จนกระทั่งได้มีการยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2544  ก่อนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วย  เมื่อพ.ศ. 2550

 


 หลังการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองว่าที่ร.ต.ไพโรจน์   เป็นนักการเมืองที่มีบทบาทในการสนับสนุนพรรคเพื่อแผ่นดิน หลังการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2550 และมีส่วนในการผลักดันให้ร.ต.หญิงระนองรักษ์   ซึ่งเป็นภรรยา เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 


ในการจัดตั้งของรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2551 ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการนำสมาชิกในกลุ่มให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในสามบุคคลที่มีบทบาทสำคัญ ในนาม "3พี" (ไพโรจน์ สุวรรณฉวี พินิจ จารุสมบัติ และปรีชา เลาหพงศ์ชนะ)  และมีบทบาทอยู่เบื้องหลังทางการเมืองมาโดยตลอดโดยเป็นแกนนำกลุ่ม 3 พี พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.)  

 

 

และเมื่อวันที่ 7 เม.ย.  54 ที่ผ่านมา ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ เพิ่งไปร่วมเป็นสักขีพยานงานแถลงข่าว การรวมตัวของ "พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน" ซึ่งในวันนั้นมีนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.) นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เลขาธิการพรรค พผ. นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรครวมชาติพัฒนา(รช.) นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค รช. ร่วมแถลงข่าวประกาศเจตนารมณ์จับมือทางการเมืองทั้ง 2 พรรค อย่างรวมชาติพัฒนา กับเพื่อแผ่นดิน  ซึ่งมีบรรดาแกนนำพรรคตัวจริงที่เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต. ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ   พร้อมกันนี้เขายังเปิดตัวแนะนำ นายพีรพร สุวรรณฉวี  บุตรชายที่ส่งลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา แทน ร.ต.ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี  ภรรยาอีกด้วย

 

 

 

ก่อนหน้ากว่านั้น ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์เคยให้สัมภาษณ์ถึงการรวม2พรรค ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ภายหลังเสร็จสิ้นการยุบสภาฯ เพื่อผนึกกำลังทำให้ จ.นครราชสีมา เป็นเมืองหลวงของภาคอีสานได้ตามจุดยืนและเจตนารมณ์ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา โดยให้นายสุวัจน์   ลิปตพัลลภ เป็นผู้นำ

 

ตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์นับเป็นผู้หนึ่งที่มีความเจนจัดทางด้านการเมืองเป็นอย่างมาก  ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเขาเริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นนายำเภอ โดยได้รับฉายาว่า "นายอำเภอแหวนเพชร" ก่อนที่ความแกร่งและประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมากขึ้นทำให้เขามีความเจนจัดด้านการเมือง จนสามารถมองเรื่องการเมืองเรื่องต่างๆได้อย่างคมกริบ ทะลุปรุโปร่ง อธิบายหลักการและเหตุผลความเป็นมาเป็นไปได้อย่างเป็นช่องฉาก

 

 

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ได้นำเอาการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าแบบวิทยาศาสตร์ ระหว่าง เพื่อไทย และประชาธิปัตย์   ต่อหน้า ขาใหญ่อย่าง สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ของไพโรจน์ สุวรรณฉวี มาเผยแพร่

 

 

"หากพิจารณา 2 พรรค เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ จะพบว่าฐานเดิมกับรูปแบบเลือกตั้งใหม่ จำนวน ส.ส.ที่จะได้คงไม่หนีกันเท่าไร แต่ยอดรวมเพื่อไทยชนะประชาธิปัตย์แน่นอน ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์ได้ระบบเขตเพิ่มขึ้น บวก-ลบ ไม่เกิน 1-2 คน" 

 

แต่เพื่อไทยชนะที่หนึ่งแล้ว จะได้ตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เขามีความชอบธรรมทางการเมือง ใครจะมาทำตามใจไม่ได้ ถ้าเพื่อไทยชนะ เขาก็มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล"

 

"ในประวัติศาสตร์การเมือง พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยได้กลับมาเป็นรัฐบาลเบิ้ลสมัยที่สอง แต่ประวัติศาสตร์ก็มีไว้ให้ทำลาย ไม่แน่อาจจะมี...เรื่องมนต์ดำ ผมไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่มนต์เขมร เราอย่าไปกลัวมัน มันก็ไม่สามารถมาครอบงำเราได้"

 

"คนในตระกูลชินวัตร เขามีบทเรียน...บทเรียนเขาสูง ผมไม่รู้นะ ผมพูดแบบความเห็นส่วนตัว อะไรที่ชอบธรรม ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องเป็นไปตามนั้น พวกสีแดง-สีเขียว-หลากสี ก็ต้องหมดไปเอง" 

 

"พรรคเพื่อไทย เขาเป็นกองกำลังปีศาจ เหมือนผีที่มองไม่เห็น เราสู้กับอำนาจรัฐบาล เรามองเห็น แต่สู้กับปีศาจ มองไม่เห็น" 

 

 

นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์สุดท้าย ของว่าที่ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่วันนี้ โรคมะเร็ง ได้พรากชีวิตกูรูการเมือง แกนนำกลุ่ม 3 พี  ลาจากโลกนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ ภายหลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาฯ ไปเพียงแค่วันเดียว

 

 


นอกจากงานด้านการเมืองแล้ว    ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์  ยังรับตำแหน่งรองประธานมูลนิธิหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ที่มีส่วนผลักดันให้มีการจัดสร้าง "พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความศรัทธาและบารมีทานอันยิ่งใหญ่ของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่และพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของมหาชนทั่วทุกสารทิศ   

 

 

ทั้ังนี้ การเสียชีวิตของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี บุตรชายคนโตและ ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา จะเข้าพิธีมงคลสมรส กับ นางสาวทิพย์ชีวัน วงศ์สุรไกร ในวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคมนี้ เพียงแค่ 4 วัน


                               http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305001625&grpid=01&catid=no

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น