วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (National Dialogue for Reconciliation)



การสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (National Dialogue for Reconciliation)

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:15:00 น.

Share




โดย โคทม อารียา อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล 



เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยอยู่ในวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่กับเราอีกนาน อย่างไรก็ดี ในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พรรคการเมืองหลายพรรค ได้เสนอนโยบายแห่งการปรองดอง 

จึงเป็นโอกาสอันดีที่หลายฝ่ายจะได้ช่วยกันเสนอแนวคิดว่าจะทำนโยบายดังกล่าวให้เป็นจริงได้อย่างไร

ในที่นี้ขอเสนอว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ถ้ามีปณิธานทางการเมือง การทำงานอย่างเป็นระบบและจริงจัง ตลอดจนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง 

ที่สำคัญคือ ทุกภาคส่วนต้องมีเวทีการพูดคุยกันในระดับต่างๆ ในลักษณะของการสานเสวนา 

นั่นคือ ตั้งใจฟัง ใช้สัมมาวาจา เอาใจเขาใส่ใจเรา และเคารพผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง 

แม้การสานเสวนาจะไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย จะช่วยสร้างความไว้วางใจ ความทนกันได้ (tolerance) และการมองว่าเราควรหาทางร่วมมือกันมากกว่าจะทำเพียงการต่อว่าและกล่าวโทษ

จะเริ่มต้นอย่างไรดี

เราอาจเริ่มต้นจากสิ่งที่ได้ทำไว้แล้ว คือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ควรเสริมต่อโดยรวมฝ่ายต่างๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น มีที่มาซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจร่วมกันมากขึ้น มีการเชื่อมประสานกัน และมีสำนักงานที่มีบุคลากรเต็มเวลาที่มีคุณภาพและจำนวนเพียงพอต่องานที่สลักสำคัญเช่นนี้

กระบวนการปรองดองที่จะเริ่มกันใหม่อีกครั้งภายหลังการเลือกตั้ง อาจเริ่มที่การประชุมปรึกษาหารือเพื่อสร้างปณิธานทางการเมือง ขอเสนอว่าองค์ประชุมในเบื้องต้นควรประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธาน คอป. อดีตประธาน คปร. และประธาน คสป. เป็นต้น 

ที่ประชุมอาจพิจารณาหลักการทำงานของการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งอาจรวมหลักการต่อไปนี้

- เป็นการทำงานที่มีอำนาจหน้าที่ (authoritative) และมีความสามารถที่เหมาะสมเพียงพอ (having appropriate capacity)

- เป็นการทำงานที่รวมฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด (inclusive)

- ใช้การสานเสวนา คือถ้อยทีถ้อยรับฟัง ไม่ด่วนตัดสิน (using dialogue approach)

- มีความเป็นอิสระ (independent) ในความหมายที่ว่าไม่ถูกแทรกแซงหรือครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

- มีความเป็นกลาง (neutral) ในความหมายที่ว่า โดยรวมแล้วไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

- เน้นการเสนอแนะกระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง (process-oriented) ที่ทุกฝ่ายอาจเห็นพ้องต้องกันได้ (consensus-building)

- เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมในวงกว้าง (participatory) ทั้งในระดับชุมชน จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ

การปรึกษาหารือดังกล่าวอาจตกลงกันในเรื่องกรอบการทำงานของการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ดังนี้

- อยู่ในครรลองของประชาธิปไตย (democratic process)

- มีสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy)

- ยึดถือการปกครองของกฎหมาย (rule of law)

- เป็นการขับเคลื่อนของประชาชนเพื่อสันติภาพและความเจริญก้าวหน้า (People for Peace and Prosperity PPP movement)

- เป็นการร่วมกันสร้างสัญญาประชาคม (searching for new social contract)

การปรึกษาหารือดังกล่าวอาจตกลงกันดังนี้

1) แต่งตั้งคณะมนตรีเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (National Reconciliation Council) ประกอบด้วยบุคคลที่มาประชุมปรึกษาหารือกันดังกล่าว และตัวแทนของภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนภาคราชการทหารและพลเรือน ตัวแทนภาคธุรกิจ ตัวแทนภาควิชาการ ตัวแทนสื่อสารมวลชน และตัวแทนภาคประชาสังคม เป็นต้น

คณะมนตรีเพื่อความปรองดองแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

- อำนวยการการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ 

- กำหนดกรอบและโครงสร้างการทำงาน 

- แต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ 

- พิจารณาและดำเนินการสนับสนุนงบประมาณ ให้ความเห็นตามที่คณะกรรมการขอปรึกษา พิจารณาและดำเนินการตามที่เห็นสมควรจากข้อเสนอแนะที่ได้รับจากคณะกรรมการ 

- ประเมินผลการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ 

2) กำหนดระยะเวลาการทำงานของการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติในเบื้องต้น เช่น 3 ปี แต่อาจขยายเวลาได้อีกตามมติของคณะมนตรีเพื่อความปรองดองแห่งชาติ 

3) แต่งตั้งเลขาธิการและรองเลขาธิการของคณะมนตรีเพื่อความปรองดองแห่งชาติ เพื่อรองรับการทำงานของคณะมนตรีฯ ประสานงานกับคณะกรรมการชุดต่างๆ และกำกับดูแลการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการเพื่อความปรองดองแห่งชาติ 

4) ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งทำงานแบบเครือข่ายมากกว่าแบบรวมศูนย์ โดยอาจมีส่วนงานดังนี้

- ส่วนงานที่ขึ้นตรงกับคณะกรรมการชุดต่างๆ 

- ส่วนงานกลาง 

- ส่วนงานเฉพาะตามความเหมาะสม

การทำงานสามระดับ

ในสถานการณ์ที่มีความหวาดระแวง มีความเห็นต่างอย่างชี้ถูกชี้ผิด และมีการแบ่งข้างแบ่งฝ่ายกันเช่นนี้ เป็นการยากที่จะมีใครยอมใคร และการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติจึงเป็นงานที่ยาก และจะมีประสิทธิผลหรือไม่เพียงใดนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจัง และสนธิพลัง (synergy) ในอย่างน้อยสามระดับคือ

1) คณะมนตรีเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเป็นระดับของ

- การสร้างปณิธานทางการเมืองและความไว้วางใจ 

- การตัดสินใจทางการเมืองท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างและความระแวงใจสูง แต่พึงยอมรับความเสี่ยงหลังจากที่ได้มีการถกแถลง (deliberation) จนได้ข้อสรุป อย่างน้อยในเชิงกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง 

- การมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปสังคมการเมือง เพื่อประโยชน์สุขในระยะยาว

คณะมนตรีเพื่อความปรองดองแห่งชาติ อาจประชุมไม่บ่อยนัก เช่นปีละ 3-4 ครั้ง เว้นแต่มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจ 

2) คณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งขอเรียกเป็นชื่อรวม (generic name) ว่าคณะกรรมการเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ในเบื้องต้นหมายถึงคณะกรรมการที่มีอยู่แล้ว และควรดำเนินการต่อเนื่องไป เช่น 

- คอป.ดำเนินการเรื่องการปรองดองทางการเมืองเป็นสำคัญ 

- คปร.ดำเนินการเรื่องการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และทางการปกครองเป็นสำคัญ

- คสป.ดำเนินการเรื่องการปฏิรูปทางสังคมเป็นสำคัญ และ

- คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งอาจได้รับมอบหมายให้พิจารณาเรื่องกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอาจรวมเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เว้นแต่ว่าเรื่องนี้จะมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการแยกต่างหาก 

ทั้งนี้ อาจมีการแต่งตั้งบุคคลเข้าร่วมในคณะกรรมการชุดต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น (inclusive) ก็ได้

ในระยะต้น อาจให้เป็นการดำเนินการของคณะกรรมการที่มีอยู่เท่านั้นไปพลางก่อน เมื่อมีความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น และกระบวนการสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติดำเนินไปด้วยดีในระดับหนึ่งแล้ว ก็อาจมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดอื่นอีก เพื่อมาพิจารณาปัญหายากๆ ที่ต้องช่วยกันขบคิด เช่น 

- การปฏิรูปภาคความมั่นคง (Security Sector Reform SSR) 

- การปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์ (for a sustainable monarchy) 

- การประสานอัตลักษณ์ของชาติ ของภูมิภาคและชาติพันธุ์ ฯลฯ

คณะกรรมการชุดต่างๆ มีการประชุมกันสม่ำเสมอ เช่นทุกหนึ่งหรือสองสัปดาห์

3) สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นสำนักงานให้แก่คณะกรรมการชุดต่างๆ ในลักษณะเครือข่ายมากกว่าการรวมศูนย์ นอกจากหน้าที่โดยทั่วไปที่จะรองรับการทำงานของคณะกรรมการแต่ละชุดแล้ว อาจมีหน้าที่ที่ตอบสนองต่อคณะกรรมการทุกชุดด้วย นอกจากนี้หน้าที่สำคัญของสำนักงานอาจได้แก่

- การศึกษาวิจัย

- การสำรวจความคิดเห็น (Opinion survey)

- การจัดให้มี การล้อมวงสานเสวนา (dialogue circle) ในหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของคณะกรรมการ รวมทั้งในหัวข้อเปิด โดยอาจใช้เทคนิคการสานเสวนาที่เรียกว่า การสานเสวนาแบบเปิดพื้นที่ (open space dialogue) ซึ่งผู้เข้าร่วมสานเสวนาเป็นผู้เลือกหัวข้อเองภายใต้แนวเรื่อง (theme) ที่กำหนด แล้วเลือกบางหัวข้อมาลงรายละเอียด โดยใช้การสานเสวนาแบบสภากาแฟ (world cafe dialogue) ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการล้อมวงสานเสวนา ทั้งในระดับชุมชน จังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อการถกแถลงและการเรียนรู้ร่วมกันให้มากที่สุด

- การจัดทำรายงานที่เป็นการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปความคิดเห็นต่างๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ

- การสื่อสารกับสังคมโดยใช้สื่อต่างๆ ในเรื่องที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการแล้ว รวมทั้งรายงานการศึกษาทั่วไป

สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ต้องมีบุคลากรประจำที่มีคุณภาพ ที่ทำงานเต็มเวลา ในจำนวนที่มากพอ เพื่อให้งานต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขอทาน คนเร่ร่อน ลุ้นของขวัญรัฐบาล

 

 

Pic_188884

ธนู

ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด และคนไร้ที่พึ่ง ที่เห็นเตร็ดเตร่อยู่บนสะพานลอย หรือตามฟุตปาทสองข้างถนน ใช้ชีวิตค่ำไหนนอนนั่น ณ เวลานี้มีอยู่จำนวนเท่าไร ไม่มีใครตอบได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ตอบได้ทันที ก็คือ รากเหง้าของปัญหาที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งซึ่ง

เคยมีชีวิตปกติสุข ต้องเปลี่ยนสภาพไปเป็นขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด หรือคนไร้ที่พึ่ง (ไร้ญาติ และที่อยู่) กว่าร้อยละ 95 ล้วนมีสาเหตุเชื่อมโยงมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวแทบทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ขัดแย้งขั้นรุนแรงกับสมาชิกอื่นในครอบครัว และอีกสารพัดปัญหา ที่ทำให้ใครบางคนรู้สึกว่า ตนคือส่วนเกิน หรือไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัว

ซึ่งสภาพที่เกิดขึ้นดังกล่าวถูกเรียกรวมๆว่า "ภาวะครอบครัวล่มสลาย" นั่นเอง

เมื่อใดก็ตามที่ครอบครัวประสบกับภาวะล่มสลาย มักจะผลักไสให้ใครบางคน ต้องออกไปเผชิญชะตากรรมตามท้องถนน กลายเป็นคนเร่ร่อนจรจัด ขอทาน ไม่ก็คนไร้ที่พึ่ง อย่างหนึ่งอย่างใด เสมือนเป็นการย้ายที่อยู่ใหม่ให้ปัญหา จากภายในบ้านออกสู่ชุมชนและสังคมภายนอก

เคยมีผู้รวบรวมเป็นสูตรสำเร็จไว้ว่า  สถาบันครอบครัว  จะเข้มแข็งหรือไม่ต้องประสบกับภาวะล่มสลาย อย่างน้อยครอบครัวนั้น ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 7 อย่าง

1.ชุมชนที่ครอบครัวนั้นตั้งอยู่ ต้องเข้มแข็ง

2.ครอบครัวนั้นต้องพึ่งพาตนเองได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สุขภาพ ฯลฯ

3.ครอบครัวนั้นต้องพึ่งตนเองได้ในระดับชุมชน

4.ชุมชนอันเป็นที่ตั้งของครอบครัว ต้องมีความปลอดภัย ไร้อบายมุข และไร้โรคติดต่อ

5.ครอบครัวนั้นต้องสามารถปรับตัวได้ในภาวะยากลำบาก และสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่างๆ

6.ครอบครัวนั้นต้องมีต้นทุนทางสังคมอยู่บ้าง

และ 7.ภายในครอบครัวนั้น จะต้องมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งหมายถึง จะต้องประกอบด้วยความรัก การยอมรับระหว่างกัน การมีส่วนร่วมของทุกคนในครอบครัว เคารพบทบาทของแต่ละคนในครอบครัว และมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันในครอบครัว

กว่าจะครบองค์ประกอบทั้ง 7 อย่างสู่ความเป็น "ครอบครัวที่เข้มแข็ง" ดูเหมือนไม่ง่ายนักสำหรับหลายครอบครัวไทยสมัยนี้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละครอบครัวสมัยใหม่หลายครอบครัวมีส่วนสร้างปัญหาออกสู่ชุมชนและสังคม ไม่มากก็น้อย

ในวาระที่อีกไม่นาน คนไทยกำลังจะได้รัฐบาลใหม่ แถมยังเป็นรัฐบาล

ประชานิยม เน้นนโยบายโดนใจคนส่วนใหญ่ หากว่า ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด และ คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเป็นอีกคนกลุ่มใหญ่ในสังคม ปรารถนาบางสิ่งจากรัฐบาลที่พวกเขา

คาดหวังว่าน่าจะนำพาความสุข และสมหวังมาให้บ้าง น่าสนใจว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสิ่งใด

"ถ้าขอพรได้ 1 อย่างเหมือนในนิทาน อยากให้นายกฯคนใหม่ที่เป็นผู้หญิง และท่าทางใจดีเหมือนนางฟ้า ช่วยให้ฉันได้เจอกับนายจ้างผู้ใจบุญ ที่ไม่รังเกียจคนอายุมาก และไร้ที่พึ่งอย่างฉัน ได้มีงานทำกับเค้าสักที จะได้ไม่ต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนให้ถูกจับตัวมาไว้ที่นี่อีก"

น.ส.จำนงค์ ทองอนันต์ อดีตหญิงเร่ร่อน วัย 51 ปี หนึ่งในผู้ซึ่งถูกเรียกตามสถานะใหม่ว่า "ผู้รับบริการฯ" ของสถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี โปรยยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนฝากความหวังให้ช่วยส่งต่อไปยังว่าที่นายกฯคนใหม่

จำนงค์เล่าว่า ก่อนที่เธอจะเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสถานแรกรับแห่งนี้ ย่างเข้าเป็นเดือนที่ 5 เธอเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการตระเวนเก็บขวดน้ำพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ตามชายหาดพัทยา ชั่งกิโลฯขาย

เธอบอกว่า ตัวเองเป็นคนมือไม้ดี และไม่เคยคิดที่จะงอมืองอเท้าเป็นขอทาน แต่ที่ผ่านมาสังคมไม่ให้โอกาสคนอายุมาก ไร้ที่พึ่ง และไร้ความรู้อย่างเธอ จึงทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพหญิงเร่ร่อน

"ก่อนจะเก็บของเก่าขาย ฉันเคยไปสมัครล้างจานตามร้านอาหาร ก็ไม่มีใครรับ อ้างว่าเราอายุตั้ง 40-50 ขึ้นไปแล้ว กลัวจะทำงานให้ได้ไม่เต็มที่ เพราะยังงี้ไงเล่าถึงได้เห็นคนแก่เร่ร่อน ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน เที่ยวออกขอทานกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมด"

เธอว่า ถ้าเลือกได้ ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาพอย่างที่เธอเป็น ถึงแม้เธอจะมีอายุเกินกว่า 50 ก็ยังอยากจะทำงาน มีรายได้หาเลี้ยงตัวเอง อยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังนั้น เธอจึงฝากร้องขอไปยังรัฐบาลใหม่ให้ช่วยส่งเสริมอาชีพแก่ผู้มีอายุ และไร้ที่พึ่งพิง เพื่อเป็นการสกัดปัญหาคนเร่ร่อนที่จะตามมา

นอกจากจำนงค์ เพื่อนร่วมชะตากรรม อย่าง ปราชญ์ พิจิตรชุมพล วัย 48 ปี ผู้มีความสามารถทั้งอ่าน พูด และเขียนอังกฤษได้ ในระดับใช้งาน หรือ พ.จ.อ.สง่า เอี่ยมอ่อน วัย 51 ปี อดีตนาวิกโยธินแห่งทัพเรือไทย พูดภาษารัสเซียได้คล่องปรื๋อ เพราะได้อดีตภรรยาเป็นชาวรัสเซีย

แม้ชะตาชีวิตของทั้งคู่ จะพลิกผันด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ต้องมาเป็น "ผู้รับบริการฯ" ณ สถานที่แห่งนี้ แต่ทั้งคู่ก็เห็นด้วยกับจำนงค์ ภายใต้เหตุผลเดียวกัน นั่นคือ อยากให้สังคมยอมรับพวกเขาอีกครั้ง เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งก่อนจะกลายมาเป็นคนเร่ร่อน ไร้ที่พึ่งพิง พวกเขาเคยได้รับการยอมรับจากสังคม

ใช่แต่ผู้รับบริการฯอย่างจำนงค์ ปราชญ์ และสง่า แม้แต่ผู้ให้บริการแก่ผู้ด้อยโอกาสกว่า 240 ชีวิต อย่าง ธนู ธิแก้ว ผู้ปกครองสถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี ก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากว่าที่รัฐบาลใหม่

เขาบอกว่า ก่อนอื่นต้องแยกแยะระหว่างคนไร้ที่พึ่งกับขอทาน ซึ่งเป็นผู้รับบริการคนละกลุ่มกัน พวกไร้ที่พึ่งจะมีลักษณะเร่ร่อน ไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่มีญาติพี่น้อง หรือถึงมีก็ไม่คิดจะกลับไปหาคนเหล่านั้น ส่วนขอทานบางคนยังมีบ้าน มีผู้ดูแล หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่มแก๊ง

ธนูบอกว่า ภารกิจของเขา ก็คือ เมื่อได้รับการส่งตัวทั้งขอทาน และคนไร้ที่พึ่งต่อมาจากตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่บางหน่วย เช่น เจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี อปพร. หรือเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาสังคม (ศพส.) ของแต่ละจังหวัด สถานแรกรับฯนนทบุรี จะรับตัวทั้งขอทาน และคนไร้ที่พึ่ง มาดูแลในเบื้องต้นเป็นเวลา 3 เดือน

พ้นระยะ 3 เดือนไปแล้ว จะเริ่มทำการคัดกรองหากเห็นว่าผู้รับบริการฯส่วนหนึ่ง เป็นผู้ที่สามารถส่งตัว กลับคืนสู่ครอบครัว หรือชุมชนได้ ก็จะส่งคืน โดยมีการประสานและติดตามผลกับทางครอบครัวหรือชุมชน

สำหรับผู้รับบริการฯอีกส่วน ที่ไร้ญาติ หรือชุมชนไม่สามารถรับตัวกลับได้ จะถูกส่งตัวต่อไปยังสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง เพื่อให้การดูแลคนเหล่านี้ในระยะยาวต่อไป

"เรื่องบุคลากรและงบประมาณจำกัด แม้จะกระทบบ้าง แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นใหญ่ สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าและอยากฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ ก็คือ ควรเร่งส่งเสริมให้สถาบันครอบครัว มีความมั่นคงมากขึ้น เพราะถ้าทำในจุดนี้ได้สำเร็จ อีกหลายปัญหาที่จะไหลบ่าตามมา

กลายเป็นปัญหาสังคม จะถูกตัดไฟตั้งแต่ต้นลม"

ธนูบอกว่า เวลานี้หลายครอบครัวในสังคมไทย ตกอยู่ในสภาพอ่อนแอหรือล่มสลาย ความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวมีน้อยลง เกิดความรู้สึกห่างเหิน บางคนอยู่ในครอบครัวแล้วไม่มีความสุข จึงต้องออกไปเร่ร่อน

แต่ถ้าคนในครอบครัวดูแลกันดี มีเมตตาสงสาร มีการสื่อสารที่ดี และมีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกันบ้าง สิ่งเหล่านี้จะเป็นปราการอย่างดี ช่วยเสริมให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น

"ขอยกตัวอย่าง มีหลายวิธีที่รัฐบาลอาจใช้ส่งเสริม เพื่อให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมในลักษณะค่ายครอบครัว ลดค่าเข้าเที่ยวชมอุทยานฯ หรือสวนสัตว์ของทางราชการ หรือร่วมกับสถานที่ท่องเที่ยวของภาคเอกชน มอบส่วนลดให้ในกรณีที่ไปเที่ยวชมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว"

"นอกจากนี้ ยังอาจใช้มาตรการจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษีให้แก่บางครอบครัว ที่ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น ครอบครัวที่พากันไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือคนชรา หรือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากภายในชุมชน  หรือครอบครัวที่พากันไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน หรือไปช่วยพัฒนาวัด เป็นต้น"

ธนูบอกว่า บางประเทศใช้วิธีการเหล่านี้ โดยให้คะแนนเป็นแต้ม แลกกับวันหยุดลาพักผ่อน สำหรับเมืองไทยถ้าทำได้สำเร็จ จะได้ผลเกินคาดถึง 2 ต่อ ต่อแรกทำให้เกิดความรักและผูกพันกันมากขึ้นในครอบครัว ต่อที่สอง จะทำให้เกิดความรัก ความผูกพัน เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในชุมชน และสังคม

"เมื่อใดที่ครอบครัว ชุมชน และสังคม ร่มเย็นเป็นสุข ก็เท่ากับปิดประตูปัญหา" เขาทิ้งท้าย.

http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/188884




--
http://www.thaismeplus.com/news-en/business-news/1168.html
http://projects.silodesign.nl/vcm/
http://masterpieces.asemus.museum/default.aspx
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1036185&page=32
http://twitter.com/RAFIKALGER
http://profile.imageshack.us/user/RafikH...
http://www.mixpod.com/playlist/47308482
http://fr-fr.facebook.com/people/Rafik-H...
http://www.tlcb.or.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=494
http://www.moeradiothai.net/home.php?webid=1
http://www.depthai.go.th/Default.aspx?tabid=114&qCategoryID=61&qKeyword=0
http://www.youtube.com/watch?v=W7giBy862zo&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=6bLZPatq53k&feature=fvw
http://www.youtube.com/watch?v=zN-LR9_IYpA
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://www.fccthai.com/TheBulletin.html#517



วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่อง “เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล”

 คณะกรรมาิธิการสิทธิฯ วุฒิสภา ร่วมกับ ITPC และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยจัดเสวนา เรื่อง "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล"

Posted by Administrator

เนื่องจาก ว่าที่ กสทช. จำนวน ๔๔ คน ที่มาจากการสรรหาและการคัดเลือกกันเองกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเพื่อคัดเลือกให้เหลือ ๑๑ คน ในสมัยการประชุมวุฒิสภาครั้งหน้านี้  คณะกรรมการ กสทช.ชุดนี้ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์ของชาติมูลค่าหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี  จึงควรที่จะให้ ว่าที่ กสทช. ได้รับการตรวจสอบจากวุฒิสภาและจากสังคมอย่างเปิดเผย

นายสมชาย  แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จึงดำเนินการให้จัดการเสวนา เรื่อง "" ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ () โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ผลงานและประสบการณ์ จากผู้สมควรได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทั้ง ๔๔ คน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง กสทช. โดยการเปิดกว้างให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ต่อสมาชิกวุฒิสภา องค์กรที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้กระบวนการเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง กสทช. ของวุฒิสภา เป็นไปด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรมยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดเสวนามีกำหนดการดังนี้

ครั้งที่ ๑ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านกิจการกระจายเสียง และด้านกิจการโทรทัศน์"

วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๓๐ นาฬิกา

ครั้งที่ ๒ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านกิจการโทรคมนาคม"

วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา

ครั้งที่ ๓ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านกฎหมาย"

วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๓๐ นาฬิกา

ครั้งที่ ๔ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านเศรษฐศาสตร์"

วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา

ครั้งที่ ๕ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านการศึกษา วัฒนธรรมหรือการพัฒนาสังคม"

วันศุกร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๔๕ นาฬิกา

คณะกรรมาธิการฯ จึงขอเรียนเชิญสมาชิกวุฒิสภา องค์กรที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชนและประชาชนผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้

http://www.itpc.or.th/?

http://goo.gl/ZYhQH

วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ "ว่าที่กสทช."


 Pic_188992

วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ "ว่าที่กสทช." โดยส่วนมากระบุจะมุ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีออกอากาศจากอะนาลอกไปสู่ดิจิตอล พร้อมกำกับดูแลและแก้ปัญหาทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชนให้มีประสิทธิภาพกว่านี้...

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ทั้ง 44 คน ก่อนเริ่มสู่กระบวนการตรววจสอบประวัติที่ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันที่ 8 ส.ค.นี้ ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่กำหนดให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกผู้ผ่านการพิจารณาจำนวน 44 คน ได้แสดงความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อเป็นข้อมูลให้ ส.ว.ประกอบการตัดสินใจโดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งบัญชีรายชื่อ 44 ว่าที่ กสทช. ต่อประธานวุฒิสภาแล้ว เมื่อเปิดประชุมสภาได้ ทางวุฒิสภาจะบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในวาระการประชุมด่วน เพื่อให้ส.ว.คัดเลือกให้เหลือ 11 คน โดยกระบวนการคัดเลือกทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หรือ กลางเดือน ก.ย.นี้

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า สาเหตุที่สมัครเป็น กสทช. เพราะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปมากและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกลไกบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพโดยกำหนดแนวทางทำงานไว้ 4 ด้าน คือ การจัดทำแผนบริหารคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงวิทยุให้มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนระบบวิทยุโทรทัศน์เดิมเป็นระบบดิจิตอล ให้เสร็จภายในปี 2558 รวมถึงการดูแลวิทยุชุมชน ด้านโทรคมนาคมเร่งรัดการทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี สานต่อการพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ปรับปรุงสำนักงาน กสทช. ให้รองรับการขยายตัวกิจการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กำหนดมาตรฐานการป้องกันภัยทั้งด้านเนื้อหา และการทำลายเครือข่ายโทรคมนาคมไม่ให้เกิดความเสียหาย 

ขณะที่ พ.ท.กฤษฏา เทิดพงษ์ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า ต้องการแก้ไขปัญหาชาติ 3 เรื่อง คือ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม และการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล แนวทางแก้ปัญหาวิทยุชุมชนระยะสั้น จะแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก แก่วิทยุชุมชน วิทยุเศรษฐกิจและวิทยุสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวนสัญญาณกัน ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำระบบวิทยุดิจิตอลมาใช้ ส่วนปัญหาเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม จะเร่งออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอบุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา กสทช.ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการให้ดูแลกันเอง สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ดิจิตอล ต้องวางแผนให้การเข้าถึงทำได้ทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถซื้่ออุปกรณ์ได้ในราคาถูก 

ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นกสทช. เพราะมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทำงานด้านสื่อสารมวลชนกว่า 30 ปี เคยทำงานกับสถาบีวิทยุบีบีซี เป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และผู้อำนวยการ บมจ.อสมท. จำกัด (มหาชน) และสถานีไทยพีบีเอส งานกสทช.ที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เพราะประเทศเสียโอกาสในการพัฒนามานาน ส่วนการกำกับดูแลต้องดูแลโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ โดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 20 การเปิดประมูลควรทำอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กำกับดูแลกันเองด้านจริจธรรม ส่งเสริมการพัฒนาที่มุ่งไปสู่ระบบดิจิตอล และการพัฒนาโครงข่ายกิจการโทรคมนาคม 

ส่วน รศ.พนา ทองมีอาคม ว่าที่กสทช. กล่าวว่า การกำกับดูแลกิจการคลื่นความถี่และโทรคมนาคม ควรเป็นไปตามกระแสการพัฒนาเทคโนโลยี ที่มีการหลอมรวมสื่อระหว่างสื่ออะนาลอกสู่ดิจิตอล ทั้งภาพและเสียง ผ่านโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ดังนั้นภารกิจที่ต้องเร่งทำ คือ การปรับเปลี่ยนระบบจากอะนาลอกเป็นดิจิตอล การพัฒนาโทรทัศน์ชุมชน การดูและการทำทีวีดาวเทียมให้เข้าที่ การพัฒนาโครงข่ายสื่อสารไฟเบอร์การแก้ไขปัญหาวิทยุธุรกิจและวิทยุชุมชน 

น.ส.ลักษมี ศรีสมเพ็ชร ว่าที่กสทช. กล่าวว่า มีประสบการณ์การทำธุรกิจวิทยุโทรทัศน์ การพัฒนาวิทยุกระจายเสียงในต่างจังหวัด และการทำวิทยุชุมชน ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้จึงอยากมาทำงานพัฒนาในด้านที่มีประสบการณ์

นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล ว่าที่กสทช. กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานสื่อสารมวลชน เห็นว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่ตนสนใจคือการทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการด้านต่างๆ ให้มีระบบระเบียบ ดังนั้นการทำงานของกสทช.จึงอยู่ที่การกำหนดวิธีการกำกับดูแลกิจการด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม ภายใต้แผนแม่บทและกรอบการทำงานด้านต่าง ๆ ปัจจุบันมีปัญหาในงานของ กสทช. ค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้ โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่าน และการพัฒนาภายใต้กรอบของกฎหมายและกติกา ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์มากที่สุด.

http://www.thairath.co.th/content/tech/188992

ว่าที่ กสทช.ด้านวิทยุโทรทัศน์ ประเดิมแสดงวิสัยทัศน์

 

ว่าที่ กสทช.ด้านวิทยุโทรทัศน์ ประเดิมแสดงวิสัยทัศน์

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:37:50 น.

Share

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเสวนา "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช.รายบุคคล" โดยในภาคเช้า เชิญผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการกระจายเสียงและด้านกิจการโทรทัศน์ จำนวน 8 คน มาแสดงวิสัยทัศน์ โดยให้ว่าที่ กสทช.ตอบคำถามหลัก คนละ 5 นาทีว่า "ทำไม่ข้าพเจ้าจึงสมควรได้รับเลือกเป็น กสทช." จากนั้นจึงให้ว่าที่ กสทช.ตอบคำถามที่เลือกมาอีกคนละ 5 คำถาม คำถามละ 3 นาที แล้วจึงเปิดให้ผู้ร่วมเสวนาถามคำถาม

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ กสทช. 8 ราย ได้แก่ 

1.พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี 

2.พ.ท.กฤษฎา เทอดพงษ์ 

3.นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ 

4.นายพนา ทองมีอาคม 

5.นางจิราภรณ์ สุวรรณวาจกกสิกิจ 

6.นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล 

7.พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ 

8.น.ส.ลักษมี ศรีสมเพชร 

ได้ตอบคำถามหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ภารกิจของ กสทช.ที่สำคัญคือ การเร่งจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบวิทยุและโทรทัศน์ การกำกับดูแลต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะโดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 20 การเปิดประมูลควรเปิดประมูลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กำกับดูแลความ ดูแลกันเองด้านจริยธรรม การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบดิจิตอล และวางแผนให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วประเทศในราคาถูก การจัดทำแผนดูแลวิทยุชุมชน การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมและระบบ 3จี  

 

 

นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ พ.ท.กฤษฎาได้เสนอการแก้ปัญหาวิทยุชุมชนในระยะสั้นควรแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก โดยแบ่งให้วิทยุชุมชน วิทยุเศรษฐกิจ และวิทยุสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวน ส่วนระยะยาวให้ใช้ระบบวิทยุดิจิตอลเข้ามา ส่วนปัญหาเคเบิลทีวีควรเร่งออกใบอนุญาตที่ครอบคลุมสถานีและโทรข่ายสายรวมกันเป็นใบอนุญาตเดียว ขณะที่ทีวีดาวเทียมควรออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอนุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา 


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1311575885&grpid=03&catid=&subcatid=

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วันภาษาไทยแห่งชาติ





TTTV fb tw
สวัสดีค่ะ คุณสุวิมล เชื้อชาญวงศ์ รหัสสมาชิก 031216 ฉบับที่ 12 วันที่ 25 กรกฎาคม 2554
           "ภาษาไทย"เป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราคนไทยภาคภูมิใจ โทรทัศน์ครูมีรายการเกี่ยวกับ "ภาษาไทย" หลายรายการมาแนะนำค่ะ เผื่อเป็นไอเดียในการจัดกิจกรรม"วันภาษาไทยแห่งชาติ"ให้กับเพื่อนครูค่ะ
            คำถามที่สมาชิกเขียนมาถามบ่อย อยากได้ถุงผ้า,เสื้อ ต้องทำอย่างไร มีวิธีง่ายๆ ดูรายละเอียดคลิกที่นี่


วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม
ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์
   

อักษรสูงกับการผันวรรณยุกต์ด้วยนิ้วมือวิเศษ
           การผันวรรรณยุกต์อักษรกลาง สูง และต่ำ เป็นบทเรียนภาษาไทยที่ค่อนข้างยากของชั้น ป.1 อ.ยุวดี นุชทรัพย์ จึงหาวิธีง่าย ๆ ในการสอน ด้วยการใช้สื่อ "นิ้วมือวิเศษ" ที่ช่วยให้นักเรียนผันวรรณยุกต์สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ตามนิ้วมือทั้งห้าของนักเรียนเอง ประกอบกิจกรรมที่ช่วยสอน ซ้ำ ย้ำ ทวน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายขึ้นและสนุกสนาน  เพิ่มเติม
 
คาบเรียนที่คุ้มค่า
           อ.อนุรัตน์ แพนสกุล โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา มีมุมมองว่า ภาษาไทยไม่ได้เป็นแค่วิชา แต่เป็นเรื่องของ "การใช้ชีวิต" ดังนั้นจึงผลิตสื่อต่างๆมาใช้ในการสอน เป็นเกมโชว์ ละคร แอนนิเมชั่นทำให้นักเรียนม.6 สนุกและได้ทบทวนความรู้ และมีชมรมศูนย์ข่าวเยาวชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนนำภาษาไทยมาผลิตรายการสารคดี โดยนักเรียนได้ลงมือทำเองจริงทุกขั้นตอน สามารถส่งประกวดจนคว้ารางวัลระดับประเทศมากมาย  เพิ่มเติม
 
สอนนอกกรอบ : ใช้ละครสอนรามเกียรติ์ ตอน 1
           ชมเทคนิคการสอนนอกกรอบโดย การใช้ละครสอนวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ โทรทัศน์ครูพาครูภาษาไทย 2 ท่านจากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ไปเรียนรู้ศิลปะการละคร ที่โรงละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ การสอนวรรณคดีของครูภาษาไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรต้องติดตาม มีทั้งหมดจำนวน 2 ตอน  เพิ่มเติม
สนุกกับการอ่านเขียน - KS1/2 English : Literacy and Enjoyment at KS2

           ครูชั้น ป. 6 จัดกิจกรรมการพูดคุยเกี่ยวกับ หนังสือในชั้นเรียน และแนะนำ ให้นักเรียนรู้จักนิยายเรื่อง "ราตรีสวัสดิ์ คุณทอม" เริ่มกระบวนการ ด้วยการให้นักเรียนอ่านออกเสียงบทแรก และถกกันเกี่ยวกับช่วงสำคัญๆ ของละคร แบบฝึกหัดการทำงาน เป็นคู่ทำให้เด็กกระตือรือร้น กิจกรรมการแสดง ทำให้เด็กที่เอาจริงเอาจังกับการอ่าน ขณะที่เด็กซึ่งกระตือรือร้นกว่าก็มีเหตุผลที่ดี ที่จะได้เขียนความเรียงยาวเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ  เพิ่มเติม
รับชมเพิ่มเติม : การจัดการเรียนรู้ | การบริหารการศึกษา | พัฒนาครู
 
 
mua moe
 



 

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การทำงานของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ชุดเฉพาะกาล

 
1 ปีที่ผ่านมาสำหรับการทำงานของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ชุดเฉพาะกาล แม้กรรมการทั้ง 13 คน จะมีมติ "เอกฉันท์" ในการให้ความเห็นต่อโครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด ว่าไม่เห็นชอบให้ดำเนินโครงการ แต่ภายใน กอสส. กลับแตกเป็น 2 ขั้ว คือ กรรมการจากสายวิชาการ และกรรมการจากสายเอ็นจีโอ ซึ่งภาพรอยร้าวนี้ได้ค่อยๆ ฉายให้เห็นชัดหลังจาก นายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธาน กอสส. ยื่นหนังสือลาออกมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2554 ตามติดมาด้วย นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง และ นายวีระพงษ์ เกรียงสิงยศ กรรมการ กอสส. ที่เตรียมจะยื่นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคมนี้
 ทั้งนี้ เหตุผลที่แท้จริงในการลาออกนั้น "เพ็ญโฉม" ในฐานะกรรมการ กอสส. และอนุกรรมการพิจารณาโครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซีฯ และเป็นหนึ่งในกรรมการสายเอ็นจีโอที่เกาะกลุ่มกันอยู่ 6 คน (เอ็นจีโอ 5 คน และนักวิชาการ 1 คน) ได้เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึง "จุดแตกหัก" ที่ทำให้ต้องลาออก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ภูมิหลังที่แตกต่าง หากยังโยงถึงจุดยืนผลประโยชน์ และการทุจริตที่เกิดขึ้นใน กอสส. 
+ขัดขา-หักเหลี่ยม-ทุจริต เพ็ญโฉม เปิดประเด็นถึงปมปัญหาในการทำงานที่นำไปสู่การตัดสินใจลาออกว่า เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน กอสส. มีปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความแตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งภูมิหลังที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมาจากฟากวิชาการ ฝ่ายหนึ่งมาจากเอ็นจีโอ ทัศนคติต่อการทำงานและแนวคิดต่อประเด็นปัญหาในสังคมที่ต่างกัน รวมถึงเรื่องการทำงานเพื่อสาธารณะก็ต่างกันมาก เมื่อสายวิชาการกับเอ็นจีโอต้องมาทำงานด้วยกัน ก็เหมือนกับมีกำแพงอยู่แล้ว ถ้าใช้คำของอ.ธงชัย (ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์) จะบอกว่า "พวกคุณต่างระแวงซึ่งกันและกัน" ซึ่งก็ถูก เราไม่ได้ปฏิเสธว่ามีความระแวงกันอยู่ แต่เราถือว่าเราเดินตรงไปตรงมา 
 แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ คือ การให้ความเห็นโครงการของทีโอซี ที่ผ่านมา กรรมการสายวิชาการมีการดัดแปลงแอบแก้รายงานการให้ความเห็นของกรรมการสายเอ็นจีโอ ทั้งที่มีมติเดิมว่ากรรมการแต่ละคนมีสิทธิ์ให้ความเห็นโดยอิสระและต้องเผยแพร่สู่สาธารณะด้วย จะแก้อะไรไม่ได้ ทั้งนี้ ความไม่โปร่งใสเริ่มส่อให้เห็นตั้งแต่การรวบรวมรายงานของอนุกรรมการ ที่อยู่ดีๆ มีการสรุปว่าเห็นชอบกับโครงการดังกล่าวอย่างมีเงื่อนไข แต่ในฐานะประธานอนุกรรมการ กลับไม่ทราบที่มาของมติเห็นชอบนั้น จึงได้ทำจดหมายทักท้วงว่าที่มาของมตินี้มีความไม่ชอบมาพากล และยืนยันว่าไม่ให้ความเห็นชอบกับโครงการนี้ นอกจากนี้ เมื่อทำรายงานสรุปความเห็น กอสส. เพื่อส่งให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ก็พบว่ารายงานถูกแก้อีกด้วยการดึงความเห็นบางส่วนของทีมกรรมการสายเอ็นจีโอออกไป
 "สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนว่าเหมือนมีการทุจริตในการรวบรวมความเห็นทั้งในส่วนของอนุกรรมการ และ กอสส. เมื่อมีการแอบเปลี่ยนรายงานการให้ความเห็น เรารับไม่ได้และถือว่าเป็นการทุจริต ต้องสู้กันสุดฤทธิ์ หักเหลี่ยมเฉือนคมกันจนกว่าจะแทรกรายงานฉบับที่สมบูรณ์จริงกลับเข้าไปได้ สิ่งดีอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในการทำงานคือมติเอกฉันท์ของ กอสส. ที่ไม่เห็นชอบโครงการของทีโอซี กรรมการสายเอ็นจีโอทำให้มีเหตุผลหนักแน่นชัดเจนจนกรรมการสายวิชาการปฏิเสธไม่ได้ จึงต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนตามความเห็นของเรา"
 นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการทำงานของกรรมการสายเอ็นจีโอยังถูกขัดขวางด้วย ทั้งการเตรียมคณะทำงาน และการลงพื้นที่ ซึ่งอีกฝ่ายแย้งไม่ให้ลงพื้นที่ตลอดเวลาและให้เหตุผลว่าแค่อ่านรายงานและให้ความเห็นไป 4-5 หน้าก็พอ แต่เราได้โต้ในวงประชุมว่า หาก กอสส. ตั้งขึ้นมาแล้วพิจารณาโครงการด้วยการอ่านแค่รายงานก็ไม่จำเป็นต้องตั้งองค์การอิสระขึ้นมา มีแค่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ก็พอ กอสส. ต้องระบุตัวเองให้ชัดว่าจะมีแนวทางการทำงานอย่างไรบ้าง จะมีหลักเกณฑ์ให้ความเห็นอย่างไร 
 +ผลประโยชน์VSจิตสาธารณะ
 อีกประเด็นที่เพ็ญโฉมเห็นว่าสำคัญมากสำหรับการทำงานในฐานะ กอสส. คือ เรื่อง "จิตสาธารณะ" แต่นับตั้งแต่ กอสส. ประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 กลับพบว่า ประเด็นแรกๆ ที่หารือกันเป็นเรื่องใหญ่ยาวนานกว่าครึ่งปีคือเรื่องเงินเดือน มีความพยายามผลักดันให้ได้หลักแสนเทียบกับองค์กรอิสระอื่นๆ โดยไม่ได้คำนึงว่าเป็นเพียง กอสส. ชุดเฉพาะกาล และกรรมการแต่ละคนไม่ได้ทำงานเต็มเวลา สุดท้ายได้ข้อสรุปที่ 45,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อมีการตกเบิกราวเดือนสิงหาคม 2553 และให้เงินเดือนย้อนถึงวันที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง กอสส. อย่างเป็นทางการ (8 มิถุนายน 2553) กรรมการสายวิชาการกลับไม่พอใจและเรียกร้องให้จ่ายเงินเดือนย้อนถึงวันที่ 30 เมษายน 2553 กรณีนี้กรรมการสายเอ็นจีโอได้ทำหนังสือค้านและยืนกรานให้ยึดวันที่ตามคำสั่งนายกฯ รวมถึงเห็นชอบกับการคืนเบี้ยประชุมในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินเดือนกลับสู่คลัง ซึ่งกรรมการสายวิชาการ 7 คนยังไม่คืนเงิน แม้ภาครัฐจะทำจดหมายขอคืน 2 ครั้งแล้ว
 "นี่เป็นความต่างในเรื่องจิตสาธารณะที่ต้องเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ อันนี้ควรเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุดที่อยากฝาก คณะกรรมการที่จะเข้ามาทำงานจริงว่า ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประเทศ เพื่อสังคม อย่าเข้ามาเลย เพราะจะเสียเงินภาษีของประชาชนมากกว่า แล้วคุณก็เข้ามากอบโกยผลประโยชน์"
 อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นใน กอสส.ชุดเฉพาะกาล ถือเป็นเรื่องดี เพราะเหมือนกับเป็นชุดทดลองทำให้เห็นว่า เมื่อตั้งองค์การอิสระขึ้นมากลไกควรเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่กระบวนการสรรหา การตรวจสอบประวัติของผู้ที่เข้ามาเป็นตัวแทนที่ผู้สมัครจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ปรึกษา หรือเป็นที่ปรึกษาของบริษัทที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการให้ความเห็นของ กอสส. หรือถึงแม้จะรู้ภายหลังว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องออกจาก กอสส. นอกจากนี้ ควรกำหนดด้วยว่า กรรมการต้องทำงานเต็มเวลาและรับเงินทางเดียว มีการตรวจสอบความโปร่งใสในเรื่องทรัพย์สินก่อนที่จะมารับตำแหน่งและวันสุดท้ายที่ออกจากตำแหน่ง เพราะ กอสส. เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นโครงการที่มีมูลค่าสูงมาก มีโอกาสสูงที่จะถูกแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ 
+หวัง กอสส. ยึดเจตนารมณ์ รธน.
 เมื่อถามถึงมุมมองความคาดหวังต่อ กอสส. เพ็ญโฉม บอกชัดเจนว่า โดยส่วนตัวไม่ได้อยากเข้ามาเป็น กอสส. แต่ก็มีความคาดหวังว่า องค์กรนี้จะเป็นหนึ่งในกลไกที่เข้ามาคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งมีวิกฤติศรัทธาจนถึงจุดที่ไปต่อไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ กอสส. เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นโดยถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพราะเมืองไทยจำเป็นต้องมีตัวกรองว่าการพัฒนารูปแบบไหนที่ควรรับเข้ามาหรือต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้ปัญหารุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือบทบาท กอสส. และ กอสส. ต้องยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วย คือ เคารพกับสิทธิของชุมชน ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน  แต่ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของ กอสส. ชุดเฉพาะกาลนี้ คือ กรรมการสายวิชาการมองไม่เห็นความสำคัญของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองเรื่องสิทธิชุมชน ให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน
 "ดังนั้น กรรมการที่จะเข้ามาชุดต่อๆ ไปควรจะต้องให้ความสำคัญตรงนี้ ถ้าคุณไม่สามารถให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน ไม่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม ไม่เห็นความสำคัญของการตรวจสอบของภาคประชาชน ไม่เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติเป็นวิกฤติแล้ว คุณอย่าเข้ามาผลาญงบประมาณแผ่นดิน คุณเข้ามาแล้วคุณไม่ทำงานจะยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น บ้านเราจะไม่มีทางออก" 
 ส่วนการตัดสินใจลาออกครั้งนี้ ตั้งใจที่จะทำให้ปัญหาที่มีอยู่ได้รับการแก้ไข โดยต้องการให้ยกเลิก กอสส. ชุดเฉพาะกาลที่มีอยู่ในปัจจุบันยกชุด เพราะถ้าทำงานไม่ได้ คณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์กรอิสระที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน น่าที่จะรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเสนอว่าเมื่อกรรมการชุดนี้มีปัญหาในการทำงานก็น่าจะยกเลิกไปทั้งหมด แล้วให้เลือกผู้ที่ได้คะแนนรองลงไปขึ้นมาทั้งชุด แต่เชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่ายๆ เพราะหลังจากนายวีรวัธน์ลาออกไปก็มีการรีบร้อนตั้งประธานคนใหม่ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,653  17-20  กรกฎาคม พ.ศ. 2554