การสานเสวนาเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (National Dialogue for Reconciliation)
วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:15:00 น.
บริจาคยา เช่น น้ำเกลือ ยาแก้อักเสบ แก้คัน ยากันยุง แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต้องการในพื้นที่คลองหลอดจำนวนมาก สนใจจะบริจาคเป็นตัวยา หรือสมทบทุนในการซื้อ ได้ที 031-0-03432-9 ธ.กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชื่อสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน หรือโทร 086-6870902 ขอบคุณค่ะ
วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:15:00 น.
ธนู
ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด และคนไร้ที่พึ่ง ที่เห็นเตร็ดเตร่อยู่บนสะพานลอย หรือตามฟุตปาทสองข้างถนน ใช้ชีวิตค่ำไหนนอนนั่น ณ เวลานี้มีอยู่จำนวนเท่าไร ไม่มีใครตอบได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ตอบได้ทันที ก็คือ รากเหง้าของปัญหาที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งซึ่ง
เคยมีชีวิตปกติสุข ต้องเปลี่ยนสภาพไปเป็นขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด หรือคนไร้ที่พึ่ง (ไร้ญาติ และที่อยู่) กว่าร้อยละ 95 ล้วนมีสาเหตุเชื่อมโยงมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวแทบทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ขัดแย้งขั้นรุนแรงกับสมาชิกอื่นในครอบครัว และอีกสารพัดปัญหา ที่ทำให้ใครบางคนรู้สึกว่า ตนคือส่วนเกิน หรือไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัว
ซึ่งสภาพที่เกิดขึ้นดังกล่าวถูกเรียกรวมๆว่า "ภาวะครอบครัวล่มสลาย" นั่นเอง
เมื่อใดก็ตามที่ครอบครัวประสบกับภาวะล่มสลาย มักจะผลักไสให้ใครบางคน ต้องออกไปเผชิญชะตากรรมตามท้องถนน กลายเป็นคนเร่ร่อนจรจัด ขอทาน ไม่ก็คนไร้ที่พึ่ง อย่างหนึ่งอย่างใด เสมือนเป็นการย้ายที่อยู่ใหม่ให้ปัญหา จากภายในบ้านออกสู่ชุมชนและสังคมภายนอก
เคยมีผู้รวบรวมเป็นสูตรสำเร็จไว้ว่า สถาบันครอบครัว จะเข้มแข็งหรือไม่ต้องประสบกับภาวะล่มสลาย อย่างน้อยครอบครัวนั้น ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 7 อย่าง
1.ชุมชนที่ครอบครัวนั้นตั้งอยู่ ต้องเข้มแข็ง
2.ครอบครัวนั้นต้องพึ่งพาตนเองได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สุขภาพ ฯลฯ
3.ครอบครัวนั้นต้องพึ่งตนเองได้ในระดับชุมชน
4.ชุมชนอันเป็นที่ตั้งของครอบครัว ต้องมีความปลอดภัย ไร้อบายมุข และไร้โรคติดต่อ
5.ครอบครัวนั้นต้องสามารถปรับตัวได้ในภาวะยากลำบาก และสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่างๆ
6.ครอบครัวนั้นต้องมีต้นทุนทางสังคมอยู่บ้าง
และ 7.ภายในครอบครัวนั้น จะต้องมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งหมายถึง จะต้องประกอบด้วยความรัก การยอมรับระหว่างกัน การมีส่วนร่วมของทุกคนในครอบครัว เคารพบทบาทของแต่ละคนในครอบครัว และมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันในครอบครัว
กว่าจะครบองค์ประกอบทั้ง 7 อย่างสู่ความเป็น "ครอบครัวที่เข้มแข็ง" ดูเหมือนไม่ง่ายนักสำหรับหลายครอบครัวไทยสมัยนี้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละครอบครัวสมัยใหม่หลายครอบครัวมีส่วนสร้างปัญหาออกสู่ชุมชนและสังคม ไม่มากก็น้อย
ในวาระที่อีกไม่นาน คนไทยกำลังจะได้รัฐบาลใหม่ แถมยังเป็นรัฐบาล
ประชานิยม เน้นนโยบายโดนใจคนส่วนใหญ่ หากว่า ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด และ คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเป็นอีกคนกลุ่มใหญ่ในสังคม ปรารถนาบางสิ่งจากรัฐบาลที่พวกเขา
คาดหวังว่าน่าจะนำพาความสุข และสมหวังมาให้บ้าง น่าสนใจว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสิ่งใด
"ถ้าขอพรได้ 1 อย่างเหมือนในนิทาน อยากให้นายกฯคนใหม่ที่เป็นผู้หญิง และท่าทางใจดีเหมือนนางฟ้า ช่วยให้ฉันได้เจอกับนายจ้างผู้ใจบุญ ที่ไม่รังเกียจคนอายุมาก และไร้ที่พึ่งอย่างฉัน ได้มีงานทำกับเค้าสักที จะได้ไม่ต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนให้ถูกจับตัวมาไว้ที่นี่อีก"
น.ส.จำนงค์ ทองอนันต์ อดีตหญิงเร่ร่อน วัย 51 ปี หนึ่งในผู้ซึ่งถูกเรียกตามสถานะใหม่ว่า "ผู้รับบริการฯ" ของสถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี โปรยยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนฝากความหวังให้ช่วยส่งต่อไปยังว่าที่นายกฯคนใหม่
จำนงค์เล่าว่า ก่อนที่เธอจะเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสถานแรกรับแห่งนี้ ย่างเข้าเป็นเดือนที่ 5 เธอเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการตระเวนเก็บขวดน้ำพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ตามชายหาดพัทยา ชั่งกิโลฯขาย
เธอบอกว่า ตัวเองเป็นคนมือไม้ดี และไม่เคยคิดที่จะงอมืองอเท้าเป็นขอทาน แต่ที่ผ่านมาสังคมไม่ให้โอกาสคนอายุมาก ไร้ที่พึ่ง และไร้ความรู้อย่างเธอ จึงทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพหญิงเร่ร่อน
"ก่อนจะเก็บของเก่าขาย ฉันเคยไปสมัครล้างจานตามร้านอาหาร ก็ไม่มีใครรับ อ้างว่าเราอายุตั้ง 40-50 ขึ้นไปแล้ว กลัวจะทำงานให้ได้ไม่เต็มที่ เพราะยังงี้ไงเล่าถึงได้เห็นคนแก่เร่ร่อน ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน เที่ยวออกขอทานกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมด"
เธอว่า ถ้าเลือกได้ ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาพอย่างที่เธอเป็น ถึงแม้เธอจะมีอายุเกินกว่า 50 ก็ยังอยากจะทำงาน มีรายได้หาเลี้ยงตัวเอง อยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังนั้น เธอจึงฝากร้องขอไปยังรัฐบาลใหม่ให้ช่วยส่งเสริมอาชีพแก่ผู้มีอายุ และไร้ที่พึ่งพิง เพื่อเป็นการสกัดปัญหาคนเร่ร่อนที่จะตามมา
นอกจากจำนงค์ เพื่อนร่วมชะตากรรม อย่าง ปราชญ์ พิจิตรชุมพล วัย 48 ปี ผู้มีความสามารถทั้งอ่าน พูด และเขียนอังกฤษได้ ในระดับใช้งาน หรือ พ.จ.อ.สง่า เอี่ยมอ่อน วัย 51 ปี อดีตนาวิกโยธินแห่งทัพเรือไทย พูดภาษารัสเซียได้คล่องปรื๋อ เพราะได้อดีตภรรยาเป็นชาวรัสเซีย
แม้ชะตาชีวิตของทั้งคู่ จะพลิกผันด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ต้องมาเป็น "ผู้รับบริการฯ" ณ สถานที่แห่งนี้ แต่ทั้งคู่ก็เห็นด้วยกับจำนงค์ ภายใต้เหตุผลเดียวกัน นั่นคือ อยากให้สังคมยอมรับพวกเขาอีกครั้ง เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งก่อนจะกลายมาเป็นคนเร่ร่อน ไร้ที่พึ่งพิง พวกเขาเคยได้รับการยอมรับจากสังคม
ใช่แต่ผู้รับบริการฯอย่างจำนงค์ ปราชญ์ และสง่า แม้แต่ผู้ให้บริการแก่ผู้ด้อยโอกาสกว่า 240 ชีวิต อย่าง ธนู ธิแก้ว ผู้ปกครองสถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี ก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากว่าที่รัฐบาลใหม่
เขาบอกว่า ก่อนอื่นต้องแยกแยะระหว่างคนไร้ที่พึ่งกับขอทาน ซึ่งเป็นผู้รับบริการคนละกลุ่มกัน พวกไร้ที่พึ่งจะมีลักษณะเร่ร่อน ไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่มีญาติพี่น้อง หรือถึงมีก็ไม่คิดจะกลับไปหาคนเหล่านั้น ส่วนขอทานบางคนยังมีบ้าน มีผู้ดูแล หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่มแก๊ง
ธนูบอกว่า ภารกิจของเขา ก็คือ เมื่อได้รับการส่งตัวทั้งขอทาน และคนไร้ที่พึ่งต่อมาจากตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่บางหน่วย เช่น เจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี อปพร. หรือเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาสังคม (ศพส.) ของแต่ละจังหวัด สถานแรกรับฯนนทบุรี จะรับตัวทั้งขอทาน และคนไร้ที่พึ่ง มาดูแลในเบื้องต้นเป็นเวลา 3 เดือน
พ้นระยะ 3 เดือนไปแล้ว จะเริ่มทำการคัดกรองหากเห็นว่าผู้รับบริการฯส่วนหนึ่ง เป็นผู้ที่สามารถส่งตัว กลับคืนสู่ครอบครัว หรือชุมชนได้ ก็จะส่งคืน โดยมีการประสานและติดตามผลกับทางครอบครัวหรือชุมชน
สำหรับผู้รับบริการฯอีกส่วน ที่ไร้ญาติ หรือชุมชนไม่สามารถรับตัวกลับได้ จะถูกส่งตัวต่อไปยังสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง เพื่อให้การดูแลคนเหล่านี้ในระยะยาวต่อไป
"เรื่องบุคลากรและงบประมาณจำกัด แม้จะกระทบบ้าง แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นใหญ่ สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าและอยากฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ ก็คือ ควรเร่งส่งเสริมให้สถาบันครอบครัว มีความมั่นคงมากขึ้น เพราะถ้าทำในจุดนี้ได้สำเร็จ อีกหลายปัญหาที่จะไหลบ่าตามมา
กลายเป็นปัญหาสังคม จะถูกตัดไฟตั้งแต่ต้นลม"
ธนูบอกว่า เวลานี้หลายครอบครัวในสังคมไทย ตกอยู่ในสภาพอ่อนแอหรือล่มสลาย ความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวมีน้อยลง เกิดความรู้สึกห่างเหิน บางคนอยู่ในครอบครัวแล้วไม่มีความสุข จึงต้องออกไปเร่ร่อน
แต่ถ้าคนในครอบครัวดูแลกันดี มีเมตตาสงสาร มีการสื่อสารที่ดี และมีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกันบ้าง สิ่งเหล่านี้จะเป็นปราการอย่างดี ช่วยเสริมให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น
"ขอยกตัวอย่าง มีหลายวิธีที่รัฐบาลอาจใช้ส่งเสริม เพื่อให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมในลักษณะค่ายครอบครัว ลดค่าเข้าเที่ยวชมอุทยานฯ หรือสวนสัตว์ของทางราชการ หรือร่วมกับสถานที่ท่องเที่ยวของภาคเอกชน มอบส่วนลดให้ในกรณีที่ไปเที่ยวชมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว"
"นอกจากนี้ ยังอาจใช้มาตรการจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษีให้แก่บางครอบครัว ที่ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น ครอบครัวที่พากันไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือคนชรา หรือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากภายในชุมชน หรือครอบครัวที่พากันไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน หรือไปช่วยพัฒนาวัด เป็นต้น"
ธนูบอกว่า บางประเทศใช้วิธีการเหล่านี้ โดยให้คะแนนเป็นแต้ม แลกกับวันหยุดลาพักผ่อน สำหรับเมืองไทยถ้าทำได้สำเร็จ จะได้ผลเกินคาดถึง 2 ต่อ ต่อแรกทำให้เกิดความรักและผูกพันกันมากขึ้นในครอบครัว ต่อที่สอง จะทำให้เกิดความรัก ความผูกพัน เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในชุมชน และสังคม
"เมื่อใดที่ครอบครัว ชุมชน และสังคม ร่มเย็นเป็นสุข ก็เท่ากับปิดประตูปัญหา" เขาทิ้งท้าย.
เนื่องจาก ว่าที่ กสทช. จำนวน ๔๔ คน ที่มาจากการสรรหาและการคัดเลือกกันเองกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเพื่อคัดเลือกให้เหลือ ๑๑ คน ในสมัยการประชุมวุฒิสภาครั้งหน้านี้ คณะกรรมการ กสทช.ชุดนี้ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์ของชาติมูลค่าหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี จึงควรที่จะให้ ว่าที่ กสทช. ได้รับการตรวจสอบจากวุฒิสภาและจากสังคมอย่างเปิดเผย
นายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จึงดำเนินการให้จัดการเสวนา เรื่อง "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล" ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ผลงานและประสบการณ์ จากผู้สมควรได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทั้ง ๔๔ คน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง กสทช. โดยการเปิดกว้างให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ต่อสมาชิกวุฒิสภา องค์กรที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้กระบวนการเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง กสทช. ของวุฒิสภา เป็นไปด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรมยิ่งขึ้น
สำหรับการจัดเสวนามีกำหนดการดังนี้
ครั้งที่ ๑ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านกิจการกระจายเสียง และด้านกิจการโทรทัศน์"
วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๓๐ นาฬิกา
ครั้งที่ ๒ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านกิจการโทรคมนาคม"
วันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา
ครั้งที่ ๓ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านกฎหมาย"
วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๓๐ นาฬิกา
ครั้งที่ ๔ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านเศรษฐศาสตร์"
วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา
ครั้งที่ ๕ "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช. รายบุคคล : ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านการศึกษา วัฒนธรรมหรือการพัฒนาสังคม"
วันศุกร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๔๕ นาฬิกา
คณะกรรมาธิการฯ จึงขอเรียนเชิญสมาชิกวุฒิสภา องค์กรที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชนและประชาชนผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้
วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ "ว่าที่กสทช." โดยส่วนมากระบุจะมุ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีออกอากาศจากอะนาลอกไปสู่ดิจิตอล พร้อมกำกับดูแลและแก้ปัญหาทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชนให้มีประสิทธิภาพกว่านี้...
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ทั้ง 44 คน ก่อนเริ่มสู่กระบวนการตรววจสอบประวัติที่ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันที่ 8 ส.ค.นี้ ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่กำหนดให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกผู้ผ่านการพิจารณาจำนวน 44 คน ได้แสดงความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อเป็นข้อมูลให้ ส.ว.ประกอบการตัดสินใจโดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งบัญชีรายชื่อ 44 ว่าที่ กสทช. ต่อประธานวุฒิสภาแล้ว เมื่อเปิดประชุมสภาได้ ทางวุฒิสภาจะบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในวาระการประชุมด่วน เพื่อให้ส.ว.คัดเลือกให้เหลือ 11 คน โดยกระบวนการคัดเลือกทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หรือ กลางเดือน ก.ย.นี้
พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า สาเหตุที่สมัครเป็น กสทช. เพราะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปมากและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกลไกบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพโดยกำหนดแนวทางทำงานไว้ 4 ด้าน คือ การจัดทำแผนบริหารคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงวิทยุให้มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนระบบวิทยุโทรทัศน์เดิมเป็นระบบดิจิตอล ให้เสร็จภายในปี 2558 รวมถึงการดูแลวิทยุชุมชน ด้านโทรคมนาคมเร่งรัดการทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี สานต่อการพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ปรับปรุงสำนักงาน กสทช. ให้รองรับการขยายตัวกิจการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กำหนดมาตรฐานการป้องกันภัยทั้งด้านเนื้อหา และการทำลายเครือข่ายโทรคมนาคมไม่ให้เกิดความเสียหาย
ขณะที่ พ.ท.กฤษฏา เทิดพงษ์ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า ต้องการแก้ไขปัญหาชาติ 3 เรื่อง คือ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม และการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล แนวทางแก้ปัญหาวิทยุชุมชนระยะสั้น จะแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก แก่วิทยุชุมชน วิทยุเศรษฐกิจและวิทยุสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวนสัญญาณกัน ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำระบบวิทยุดิจิตอลมาใช้ ส่วนปัญหาเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม จะเร่งออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอบุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา กสทช.ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการให้ดูแลกันเอง สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ดิจิตอล ต้องวางแผนให้การเข้าถึงทำได้ทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถซื้่ออุปกรณ์ได้ในราคาถูก
ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นกสทช. เพราะมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทำงานด้านสื่อสารมวลชนกว่า 30 ปี เคยทำงานกับสถาบีวิทยุบีบีซี เป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และผู้อำนวยการ บมจ.อสมท. จำกัด (มหาชน) และสถานีไทยพีบีเอส งานกสทช.ที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เพราะประเทศเสียโอกาสในการพัฒนามานาน ส่วนการกำกับดูแลต้องดูแลโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ โดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 20 การเปิดประมูลควรทำอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กำกับดูแลกันเองด้านจริจธรรม ส่งเสริมการพัฒนาที่มุ่งไปสู่ระบบดิจิตอล และการพัฒนาโครงข่ายกิจการโทรคมนาคม
ส่วน รศ.พนา ทองมีอาคม ว่าที่กสทช. กล่าวว่า การกำกับดูแลกิจการคลื่นความถี่และโทรคมนาคม ควรเป็นไปตามกระแสการพัฒนาเทคโนโลยี ที่มีการหลอมรวมสื่อระหว่างสื่ออะนาลอกสู่ดิจิตอล ทั้งภาพและเสียง ผ่านโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ดังนั้นภารกิจที่ต้องเร่งทำ คือ การปรับเปลี่ยนระบบจากอะนาลอกเป็นดิจิตอล การพัฒนาโทรทัศน์ชุมชน การดูและการทำทีวีดาวเทียมให้เข้าที่ การพัฒนาโครงข่ายสื่อสารไฟเบอร์การแก้ไขปัญหาวิทยุธุรกิจและวิทยุชุมชน
น.ส.ลักษมี ศรีสมเพ็ชร ว่าที่กสทช. กล่าวว่า มีประสบการณ์การทำธุรกิจวิทยุโทรทัศน์ การพัฒนาวิทยุกระจายเสียงในต่างจังหวัด และการทำวิทยุชุมชน ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้จึงอยากมาทำงานพัฒนาในด้านที่มีประสบการณ์
นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล ว่าที่กสทช. กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานสื่อสารมวลชน เห็นว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่ตนสนใจคือการทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการด้านต่างๆ ให้มีระบบระเบียบ ดังนั้นการทำงานของกสทช.จึงอยู่ที่การกำหนดวิธีการกำกับดูแลกิจการด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม ภายใต้แผนแม่บทและกรอบการทำงานด้านต่าง ๆ ปัจจุบันมีปัญหาในงานของ กสทช. ค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้ โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่าน และการพัฒนาภายใต้กรอบของกฎหมายและกติกา ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์มากที่สุด.
วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:37:50 น.
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเสวนา "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช.รายบุคคล" โดยในภาคเช้า เชิญผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการกระจายเสียงและด้านกิจการโทรทัศน์ จำนวน 8 คน มาแสดงวิสัยทัศน์ โดยให้ว่าที่ กสทช.ตอบคำถามหลัก คนละ 5 นาทีว่า "ทำไม่ข้าพเจ้าจึงสมควรได้รับเลือกเป็น กสทช." จากนั้นจึงให้ว่าที่ กสทช.ตอบคำถามที่เลือกมาอีกคนละ 5 คำถาม คำถามละ 3 นาที แล้วจึงเปิดให้ผู้ร่วมเสวนาถามคำถาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ กสทช. 8 ราย ได้แก่ 1.พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี 2.พ.ท.กฤษฎา เทอดพงษ์ 3.นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ 4.นายพนา ทองมีอาคม 5.นางจิราภรณ์ สุวรรณวาจกกสิกิจ 6.นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล 7.พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ 8.น.ส.ลักษมี ศรีสมเพชร ได้ตอบคำถามหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ภารกิจของ กสทช.ที่สำคัญคือ การเร่งจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบวิทยุและโทรทัศน์ การกำกับดูแลต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะโดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 20 การเปิดประมูลควรเปิดประมูลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กำกับดูแลความ ดูแลกันเองด้านจริยธรรม การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบดิจิตอล และวางแผนให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วประเทศในราคาถูก การจัดทำแผนดูแลวิทยุชุมชน การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมและระบบ 3จี
นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ พ.ท.กฤษฎาได้เสนอการแก้ปัญหาวิทยุชุมชนในระยะสั้นควรแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก โดยแบ่งให้วิทยุชุมชน วิทยุเศรษฐกิจ และวิทยุสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวน ส่วนระยะยาวให้ใช้ระบบวิทยุดิจิตอลเข้ามา ส่วนปัญหาเคเบิลทีวีควรเร่งออกใบอนุญาตที่ครอบคลุมสถานีและโทรข่ายสายรวมกันเป็นใบอนุญาตเดียว ขณะที่ทีวีดาวเทียมควรออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอนุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1311575885&grpid=03&catid=&subcatid= |
| | ||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||