วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

“การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด: Universal Periodic Review และสิ่งที่ “คุณ” จะทำได้”

 เวทีเสวนาสาธารณะ


"การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด:

Universal Periodic Review และสิ่งที่ "คุณ" จะทำได้"

 

ผู้จัดงาน : ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มูลนิธิศักยภาพชุมชน
 
ตารางการเสวนาโดยคร่าว:
13.00 กล่าวเปิดการเสวนาและอธิบายที่มาของการเสวนา

13.10 การเสวนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
• สิทธิการแสดงออก โดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล , เครือข่ายพลเมืองเน็ต (ยืนยัน)
• สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดย อารีด้า สาเมาะ สำนักข่าวอามาน (ยืนยัน)
• การทรมาน การบังคับสูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดย ตัวแทนจากมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
• สิทธิในการชุมนุมและสมาคม โดย ตัวแทนจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (PIC)
• สิทธิแรงงาน โดย จิตรา คชเดช, Try Arm (ยืนยัน)
• สิทธิผู้ลี้ภัย กลุ่มชนพื้นเมือง และผู้ไร้รัฐ โดย อดิศร เกิดมงคล, ผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล สสส. (ยืนยัน)
• สิทธิเด็ก โดย ตัวแทนจากมูลนิธิ Save the Children
• สิทธิความหลากหลายทางเพศ โดย อัญชนา สุวรรณานนท์, โครงการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ (ยืนยัน)

15.10 วิเคราะห์และเปรียบเทียบรายงาน UPR ระหว่างรายงานรัฐบาล, UN, และภาคประชาสังคม และวิธีติดตามความคืบหน้าของกระบวนการ UPR ด้วยตนเอง โดย เจ้าหน้าที่โครงการ มูลนิธิศักยภาพชุมชน

15.25 สิ่งที่ "คุณ" จะริเริ่มเองได้ เพื่อสนับสนุนหรือคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดย ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

15.40 เปิดตัวโครงการสังเกตการณ์การทบทวนกรณีสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดย นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

15.50 คำถามจากผู้ประชุม

ดำเนินรายการโดย ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์, ผู้สื่อข่าว Voice TV


 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ คุณอกนิษฐ์ 083-710-3555 หรือคุณศิรดา 089-696-628
 
 
ที่มาและเหตุผล
Universal Periodic Review (UPR) เป็นกลไกตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) กระบวนการนี้กำหนดให้ประเทศสมาชิกทั้ง 192 ประเทศของสหประชาชาติต้องเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศตนเองในทุกๆ สี่ปี ซึ่งประเทศไทยจะเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ที่กำลังจะถึง
ในกระบวนการทบทวนฯ ประเทศที่เข้าสู่กระบวนการต้องจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิฯภายในประเทศของตน เพื่อรายงานต่อประเทศสมาชิกอื่นๆให้รับทราบ นอกจากรายงานระดับชาติ (national report) ที่มีรัฐบาลเป็นผู้จัดทำ และรายงานของสหประชาชาติที่จัดทำโดยการรวบรวมข้อมูลของสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) แล้ว ทางสหประชาชาติยังเปิดรับรายงานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือจากภาคประชาสังคม (stakeholder report) ซึ่งรายงานจากทั้งสามภาคส่วนจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิฯ ซึ่งจะจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต่อไป
มูลนิธิศักยภาพชุมชนเล็งเห็นถึงความสำคัญที่บุคลากรจากภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน คณาจารย์ และบุคคลทั่วไปจะรับทราบถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศที่เกิดขึ้นรอบตัว ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นในกระบวนการ UPR และรับทราบถึงตัวตนของกลไกดังกล่าว เพื่อที่จะเป็นพลังผลักดันอันสำคัญยิ่งต่อการบรรลุถึงความสามารถที่จะได้รับการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยิ่งไปกว่านั้น ภาคประชาชนและพลเมืองเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะร่วมตรวจสอบการทำงานของกลไกสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะรัฐบาลไทยและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้บรรลุถึงการทำงานตามหน้าที่ เพื่อให้กลไกการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอื่นๆบรรลุถึงเป้าหมายการทำงานของตนได้ดังสมควร ซึ่งการจัดเสวนาจะเป็นอีกโสตหนึ่งในการเผยแพร่และสร้างความตระหนักต่อสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและความสำคัญของกระบวน UPR ให้ออกไปในวงกว้าง ทั้งนี้นอกเหนือจากเวทีเสวนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ทางมูลนิธิศักยภาพชุมชนได้เวทีเสวนาลักษณะเดียวกันอีก 7 เวทีทั่วประเทศ

หลักการ
เพื่อเผยแพร่และสร้างความตระหนักในสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบ พร้อมทั้งเผยแพร่และแสดงบทบาทของกระบวนการ UPR ในการสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวกระบวนการและการมีส่วนร่วมจากประชาชน ท้ายที่สุดเพื่อเผยแพร่ชุดเครื่องมือและวิธีการริเริ่มโดยง่ายแก่บุคคลทั่วไปหรือผู้สนใจที่จะส่งเสริมกระบวนการสิทธิมนุษยชนด้วยตนเอง
 
 

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

เชิญชมสารคดีสั้นรำลึก "9-11" จากมุมมองมุสลิมไทย พร้อมกันทั่วประเทศทางยูทูบ 11 ก.ย.นี้

 

เชิญชมสารคดีสั้นรำลึก "9-11" จากมุมมองมุสลิมไทย พร้อมกันทั่วประเทศทางยูทูบ 11 ก.ย.นี้

วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 21:20:00 น.

Share40




เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์ "11 กันยายน" ขอเชิญร่วมชมรอบปฐมทัศน์ออนไลน์ของภาพยนตร์สารคดีสั้นความยาว 20 นาที เรื่อง " O.B.L." โดย ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์ ในวันที่ 11 กันยายน 2554 เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมชมง่ายๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ ด้วยการเข้าไปในเว็บไซต์ "youtube" แล้วพิมพ์คำว่า "O.B.L. the documentary" ในช่องค้นหาคลิป หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ในhttp://www.facebook.com/pages/OBL/123800631052223


"O.B.L." เล่าเรื่องราวในวาระครบรอบ 10 ปี แห่งหายนะ 11 กันยาที่นิวยอร์ค เหตุการณ์ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนทั้งทางการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา และเปิดประเด็นความขัดแย้งอันยากจะเยียวยาระหว่างโลกอิสลามกับโลกตะวันตก (รวมทั้งโลกอื่นๆ) ต่อเนื่องมาถึงการสังหาร "โอซามา บิน ลาเดน" นักรบ/ผู้ก่อการร้าย/ปราชญ์/โลโก้ทีเชิร์ต บุคคลผู้สร้างและเปลี่ยนแปลงภาพพจน์ของศาสนาอิสลามในแบบที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน


สารคดีสั้นเรื่องนี้สำรวจความคิด ความเห็น และทัศนคติของชาวไทยมุสลิม สิ่งที่พวกเขาประสบและความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดหนึ่งทศวรรษแห่งความโกลาหลที่ผ่านมา

 

(ตัวอย่างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง O.B.L.)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315663988&grpid=03&catid=&subcatid=

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การประชุมเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในระดับภูมิภาคเอเซีย

 

การประชุมเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในระดับภูมิภาคเอเซีย

วันที่  23 สิงหาคม 2554

ณ คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

      สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยได้ร่วมประชุมกับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ  ในภูมิภาคเอเชียในวันที่ 23 สิงหาคม2554 ซึ่งงานประชุมเรื่องนี้จัดตั้งแต่วันที่ 22สิงหาคมจนถึงวันที่ 25สิงหาคม2554 ในงานประชุม  rd International conference of AROSS / Legal Skill on OSH conpensation ได้ข้อสรุปจากเพี่อนชาวต่างชาติ  ที่ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานเรื่องช่วยเหลือคนงานในประเทศต่างๆ  ประเทศที่ยังด้อยที่สุด  เรื่องการวินิจฉัยโรค   จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูเหมือนจะไม่มีและยังขาดระบบส่งเสริมอาชีวอนามัย  ก็   คือประเทศฟิลิปปินส์และกัมพูชา ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอว่า น่าจะเอาแพทย์เชี่ยวชาญจากเพื่อนประเทศอื่นเข้าไปช่วยเหลือวินิจฉัย  แต่ก็มีคำถามในวงประชุมว่าแล้วทางการของ 2  ประเทศนี้จะยอมรับคำวินิจฉัยจากประเทศอื่นหรือไม่   บางประเทศก็ยังไม่มีระบบกองทุนเงินทดแทนเลย  แต่สามารถรักษาตัวในระบบประกันสังคมได้ แต่กรณีเช่นนี้ก็จะไม่มีค่าชดเชยการสูญเสียอวัยวะและสูญเสียสุขภาพ บางประเทศก็รับแต่เฉพาะอุบัติเหตุจากการทำงานแต่การป่วยเรื้อรังจากสารเคมีสิ่งแวดล้อม หรือโรคที่สืบเนื่องจากการทำงานไม่รับ ในหลายประเทศยังไม่รู้จักแพทย์ทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ ในวงพูดคุยในระดับภูมิภาคเองก็ยังขาดแคลนนักกฏหมายที่จะเข้าใจเรื่องของ กฎหมายแรงงานเกี่ยวกับด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผลกระทบที่เกิดจากการทำงาน นับว่าเรื่องที่ต่างชาติหลายประเทศคุยกันนั้น  ยังเป็นเรื่องที่ล้าหลัง   การทำงานเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในประเทศไทย  โดยสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ได้เคลื่อนไหวผลักดันเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายภายใต้การรวมตัวเป็นสมัชชาคนจน  จนขณะนี้การตั้งคลินิกโรคและแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมได้ขยายออกไปถึง 68 แห่งในประเทศไทยเพื่อรองรับจำนวนคนงาน 10 ล้านคนที่อยุ่ในระบบกองทุนเงินทดแทน  ผลักดันกฏหมายให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย ฯมาเป็นระยะเวลากว่า 16 ปีแล้ว และในปีนี้ก็ยังผลักประเด็นนโยบายกรณีการเข้าถึงการบริการด้านอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการให้เป็นวาระหนึ่งในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2554ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2554  ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาต้องอาศัยการทำงานเชื่อมร้อยประสานพลังจากหลายภาคส่วน

        คุณสมบุญ สีคำดอกแค  ได้เล่าประสบการณ์การดำเนินการเรียกค่าชดเชยในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้คนป่วยได้เข้าถึงการรักษาสิทธิและศักดิศรีความเป็นมนุษย์  ค่าชดเชยความเจ็บป่วยเนื่องจากป่วยเป็นโรคบิสซิโนซิสจากฝุ่นฝ้ายจากการทำงาน ในโรงงานทอผ้า จำนวน 37 คน ที่กว่าจะตัดสินใจร่วมกันยื่นฟ้องได้ต้องประสบปัญหาการต่อสู้ทางความคิดหลายเรื่องทั้งเรื่องภายในจิตใจตนเอง  เรื่องครอบครัว และผู้คนในสังคมที่มองว่าทำไมได้ค่าชดเชยจากกองทุนเงินทดแทนแล้ว   จึงต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายกับนายจ้างอีก กลุ่มคนป่วยปอดเสื่อมด้วยโรคจากการทำงาน ต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี  ในกระบวนการยุติธรรมถึงจะได้รับค่าชดเชย ซึ่งการต่อสู้คดีที่ยาวนานขนาดนี้คนป่วยแต่ละชีวิตต้องประสบปัญหามากมายหลายอย่างทั้งทางเรื่องเศรษฐกิจอาชีพ ปัญหาภายในครอบครัวภาระที่มีต่อพ่อแม่  พี่น้อง  หรือลูก รวมถึง  ค่ายารักษาตัวที่ต้องจำเป็น รวมทั้งการถูกนายจ้างปลดออกจากงานไม่มีรายได้ไม่มีเงินจะรักษาตัว บางคนกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมก็ไม่สมารถเข้าไปสู่อาชีพการเกษตรทำไร่นาไม่ไหวกับไปเป็นภาระทางบ้าน ทำให้คนป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกท้อแท้ในเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้น  เพราะหาหนทางออกไม่ได้เลย บางคนอาศัยวัดเป็นที่พึ่งทางใจ กินยาสมุนไพรไปตามมีตามเกิด

      ในเรื่องของทนายความก็มีปัญหาไม่น้อยเพราะคดีกลุ่มคนป่วยเป็นคดีที่ฟ้องอนาถาไม่มีเงินจะเสียค่าทนายในการดำเนินคดีก็ใช้เรี่ยรายกันจ่ายเป็นค่าเดินทางเป็นครั้งคราวบางครั้งทนายหลายๆคนที่เข้ามาทำคดีก็ไม่มีความเข้าใจสถานะคนป่วยนักพอทางนายจ้างท้าให้ไปตรวจกับแพทย์ของนายจ้าง  ทนายก็แบ่งเป็น 3 กลุ่มกลุ่มหนึ่งบอกว่าต้องไปตามคำท้า บางกลุ่มก็เป็นกลางให้คนป่วยตัดสินใจ บางกลุ่มก็ยืนยันว่าไม่ต้องไปตรวจแต่สุดท้ายทนายเองเป็นคนไปรับคำท้าซึ่งคนป่วยไม่รู้เรื่องอะไรก็ยอมเซ็นชื่อไป  การเปลี่ยนทนายก็เกิดขึ้นซ้ำซากจนสุดท้ายก็ลงขันกันจ้างทนายโดยตรง  ดังนั้นการขาดแคลนทนายความในปัจจุบันก็ยำเป็นอยู่

      ส่วนในการพิจารณาคดีในชั้นศาล    คนป่วยมักจะถูกมองด้วยทัศนคติที่ไม่สู้ดี  คือเวลาปฎิบัติฝ่ายนายจ้างจะได้รับการให้เกียรติยกย่อง  แต่ฝ่ายลูกจ้างจะได้รับการปฎิบัติกันคนละด้าน  ดังมีคำพูดคำถามเช่นว่า จะไปเอาอะไรกับนายจ้างเขามีบุญคุณที่เลี้ยงดูคนงาน  มีการมองว่ากลัวโรงงานจะเสียหายจะขาดทุน เสียชื่อเสียง แล้วก็คล้อยตามให้คนป่วยน่าจะตรวจพิสูจน์คดีน่าจะจบลงไวขึ้น เพราะการท้าให้คนป่วยไปตรวจกับแพทย์ใหม่นั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาในการพิจารณาคดีมา 15 ปี แต่คนป่วยก็มองว่าคดีจบไวแต่คนป่วยทุกคนคงจะแพ้คดีแน่  เพราะการเจ็บป่วยมีระยะเวลาทุกข์ทรมานมาเป็น 10 ปีถึงได้มีแพทย์กล้าวินิจฉัยโรคให้  แล้วแพทย์ที่มาตรวจวินิจฉัยเอาตอนที่คนป่วยรักษาไประยะหนึ่งแล้ว โดยที่ไม่ได้เป็นแพทย์ที่ตรวจวินิจฉัยติดตามดูอาการจะรู้เรื่องได้อย่างไร   และที่ผ่านๆมานั้นคนป่วยผ่านการตรวจวินิจฉัยมาเยอะแยะกับแพทย์หลายท่านแล้วก็ยังไม่รู้  มีตัวอย่างคนป่วยชายคนหนึ่งไปตรวจกับแพทย์ของนายจ้างปรากฏผลว่าไม่มีการป่วยและสูญเสียอวัยวะปอด  จึงไม่ได้ค่าชดเชย  ความรู้สึกของคนป่วยในการขึ้นลงศาลแต่ละครั้ง คนป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจที่ถูกตอกย้ำมีความกดดันและมีความเครียดสูง  ต้องถูกสืบว่าป่วยจริงหรือแกล้งป่วย  บางทีก็มีแพทย์ที่ไหนไม่รู้แค่มาดูเอกสารแล้วก็มาบอกว่าพวกเราคนป่วยไม่ได้ป่วยจากการทำงาน  ไม่ใส่เครื่องป้องกัน  บางคนลงจากศาลก็เป็นลมล้มพับไปต้องนำส่งคลินิกต้องนอนให้น้ำเกลือ การดำเนินคดีในศาลมีการถูกจำหน่ายคดีไปนานหลายปีแล้วก็เอากลับขึ้นมาสืบใหม่  ศาลชั้นต้นตัดสินมาว่าชนะคดีให้นายจ้างชดเชยค่าเสียหาย  พอนายจ้างอุทธรณ์ไปศาลฎีกา มีคำพิพากษาสั่งให้ยกเลิกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบคดีใหม่ว่าข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ  พอศาลชั้นต้นสืบคดีใหม่เพิ่มก็ตัดสินพิพากษาให้ชนะคดีอีกนายจ้างก็อุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่สองตอนหลังมานี้ศาลฎีกามาพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553  ให้คนป่วยชนะคดีให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายให้ตั้งแต่คนละ 60,000 บาทจนถึง 110,000 บาท รวมดอกเบี้ย 7.5 นับจากวันที่ฟ้องคือ 10 พฤษภาคม 2538 รวมเงินที่นายจ้างต้องจ่ายทั้งหมดให้คนป่วย 37 คน  ทั้งดอกต้น 6.7 ล้านบาท

   การต่อสู้ความเจ็บป่วยจากการทำงานครั้งนี้  นับว่าเป็นคดีแรกในเมืองไทยก็ว่าได้   ที่ได้สร้างบรรทัดฐานขึ้นมาในสังคมให้มองว่า  การทดแทนผู้ป่วยและสูญเสียอวัยวะของร่างกายและจิตใจที่เกิดจากการทำงานนั้นผู้รับผิดชอบจะต้องเป็นสถานประกอบการหรือนายจ้าง  ซึ่งการได้มาด้วยค่าชดเชยครั้งนี้ก็ยังไม่ใช่ทางออกในการดำเนินชีวิตของคนป่วยทุกคน เพราะการสูญเสียอวัยวะซึ่งเป็นปอดมีหน้าที่สำคัญในการสูบฉีกฟอกโลหิตไปหล่อเลี้ยงหัวใจร่างกาย  มันเสื่อเสียไป คนป่วยจะมีโรคแทรกซ้อนรุมเล้าหลายโรค  การรักษาเยียวยาก็ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากขาดกาสรรักษาที่ดีพอถูกต้องต่อเนื่อง  คนป่วยยังอยู่ในสังคมด้วยความยากลำบากในการมีชิวิตให้รอดไปวันหนึ่งๆด้วยความยากลำบาก  ดังนั้นรัฐจะต้องเข้ามาดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ด้วย  รวมทั้งต้องมีมาตราการมาคุ้มครองป้องกันรวมทั้งตัวคนงานเองด้วยที่จะต้องเรียนรู้รักษาตัวเองให้ปลอดภัย เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องต่อสู้สิทธิของตนเอง  สมบุญได้กล่าวปิดท้ายว่า "จากการทำงานเรื่องสุขภาพความปลอดภัย  มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า  18 ปี  ความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่ชนะคดีแล้วได้รับเงินชดเชย แต่เป็นเรื่องของความถูกต้อง และเป็นตัวอย่างให้ลูกจ้างที่ป่วยจากการทำงาน งานรุ่นต่อๆมากล้าออกมาเรียกร้องรักษาสิทธิของตนเอง" และสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมีความเข้าใจคนป่วยมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละก้าวต่อไป จะทำอย่างไรให้การทำงานเรื่องการส่งเสริมป้องกันมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย    เครือข่ายผู้ประสบภัยในทวีปเอเชีย (ANROAV)นี้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2536  ในเมืองไทยจากนักวิชาการ NGO แรงงาน และกลุ่มคนป่วย  เพื่อให้องค์กร(ANROAV )ได้สนับสนุนกลุ่มคนป่วยในประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย   ซึ่งจะมีการประชุมใหญ่ประจำปีอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2554  ปีนี้จะจัดที่ประเทศอินเดีย

รายงานโดยสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วย

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้ โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

ส่งข่าวมาให้เผยแพร่ต่อค่ะ






จาก: somboon srikomdokcare <wept_somboon@hotmail.com>
วันที่: 27 สิงหาคม 2554, 8:46
หัวเรื่อง: ส่งข่าวมาให้เผยแพร่ต่อค่ะ
ถึง: 
เรียนอาจารย์ทุกท่าน
ส่งข่าวมาให้ทราบค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สมบุญ สีคำดอกแค
081-  813-2898








วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ศาสตร์ “โวยต้า” ศาสตร์นวดบำบัดจากเมืองเบียร์ ถ่ายทอดสู่นักกายภาพบำบัดไทยเป็นครั้งแรก หวังฟื้นฟูผู้พิการทางการเคลื่อนไหว

 กรมแพทย์จัดอบรม ศาสตร์ "โวยต้า" ศาสตร์นวดบำบัดจากเมืองเบียร์ ถ่ายทอดสู่นักกายภาพบำบัดไทยเป็นครั้งแรก หวังฟื้นฟูผู้พิการทางการเคลื่อนไหว วันนี้ (๑๕ ส.ค.) นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการบำบัดรักษาเด็กพิการทางการเคลื่อนไหว ด้วย เทคนิคโวยต้า (Vojta therapy) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๕-๒๖ ส.ค. ที่ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยมีผู้เข้าอบรมในหลักสูตรแรกจำนวน ๒๖ คน

นพ.เรวัต กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่และนักกายภาพบำบัดจากทั่วประเทศ ซึ่งมีประสบการณ์ตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไป เทคนิคดังกล่าวเป็นเทคนิคจากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก สธารณรัฐเยอรมัน โดยประเทศไทยนำมาใช้เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้ลงนามความร่วมมือไปตั้งแต่ปีที่แล้ว จุดประสงค์หลักของการอบรมครั้งนี้เป็นไปเพื่อพัฒนาวิชาชีพ ด้านการทำกายภาพบำบัด ซึ่งมีวิทยากรจากสมาคมโวยต้า เมืองมิวนิก มาเป็นวิทยากรบรรยายตลอดเวลา ๒ สัปดาห์

นพ.เรวัตกล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ผู้พิการทางประสาทด้านการเคลื่อนไหวที่ลง ทะเบียน อาทิ แขนขาด้วน สมองพิการ อัมพฤกษ์ นั้นมีจำนวนราว ๖ แสนราย จากจำนวนผู้พิการทั้งหมด ๑.๒ ล้านคน ซึ่งการใช้ศาสตร์ โว๊ยต้า จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ทางกรมการแพทย์จะมีการพัฒนาเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยตามความเหมาะสม แต่ตัวผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ความอดทนต่อการรักษาอย่างมาก รวมทั้งผู้ที่ดูแลอาการก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ด้าน พญ.ดารณี สุวพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์สิรินธรฯ อธิบายว่า การอบรมวิธีทำกายภาพบำบัดด้วย ศาสตร์โวยต้าจะคล้ายๆ กับการนวดกดจุดของประเทศไทย แต่เน้นที่การกระตุ้นส่วนประสาทระบบการเคลื่อนไหวที่มีปัญหา เมื่อผู้ป่วยได้รับการกดจุดได้ตรงระบบประสาท ก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง คืออาจจะกระตุกบริเวณแขน ขา ตามตำแหน่งที่ระบบประสาทควบคุมและรับรู้ ช่วยให้กล้ามเนื้อเริ่มขยับได้เป็นส่วนๆ โดยบริเวณที่ต้องเน้นมากที่สุด คือ ลำตัว สำหรับระยะเวลาในการทำกายภาพด้วยศาสตร์ดังกล่าวนั้นในผู้ที่อาการไม่หนักมาก จะดีขึ้นอย่างเร็ว ที่สุดราว ๒ เดือน ในส่วนของค่าใช้จ่ายเพื่อกายภาพบำบัดนั้นสำหรับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเบิกได้ในอัตรา ๑๕๐ บาทต่อครั้ง โดยในต่างประเทศมีการใช้มากที่สหภาพยุโรป มีค่าบริการครั้งราวละ ๒,๐๐๐ บาท แต่ในประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดอัตราการบริการที่แน่นอน โดยจะกำหนดได้ก็ต่อเมื่อมีเจ้าหน้าที่และสถานบริการพร้อมแล้วเท่านั้น ซึ่งคาดว่าคงใช้ระยะเวลาไม่นาน

(ASTVผู้จัดการออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๕ ส.ค.๒๕๕๔)

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ขาย พีทรัชดาคอนโดมีเนียม ซอย อาภาภิรม ขนาด 27-28 ตารางเมตร ราคา 650,000 บาท โทร 0 2282 5631





ขาย พีทรัชดาคอนโดมีเนียม ซอย อาภาภิรม ขนาด 27-28 ตารางเมตร ราคา 650,000 บาท
 โทร 0 2282 5631

ฝากทุกคนประชาสัมพันธ์ด้วยจ้า

 




วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เจาะข้อเท็จ-จริง ทฤษฎีวันโลกแตก!


วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7551 ข่าวสดรายวัน


เจาะข้อเท็จ-จริง ทฤษฎีวันโลกแตก!


ณอร อ่องกมล



กระแสข่าวลือ-ข่าวลวง-ข่าวเขย่าขวัญ ทำนองว่า

'โลกมนุษย์' จะถึงคราวดับสูญไปในปีนั้น ปีนี้ หรืออนาคตอันใกล้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็ยังคงมีให้ได้เห็นได้ยินอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะใน 'โลกไซเบอร์' รวมถึงอีเมล์ลูกโซ่ ที่มีมือมืดพยายามปั่น 'ทฤษฎีโลกแตก' สารพัดชนิด ทั้งในแง่มุมวิทยาศาสตร์ เช่น สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้ว มุมภูตผีปีศาจเหนือธรรม ชาติ หรือพยากรณ์กันตามปฏิทินมายา ออกมาเขย่าให้ผู้คนหวาดผวาอยู่เป็นระยะๆ

อย่างล่าสุด ก็ลือกันทั่วอินเตอร์เน็ตว่า โลกอาจจะแตกในปี ค.ศ.2012 หรือพ.ศ. 2555!?

ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่เมื่อปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา แวดวงวิชาการไทยได้ต้อนรับศาสตราจารย์ท่านผู้หญิง 'โจเซลิน เบล เบอร์เนล' นักดาราศาสตร์หญิงชั้นแนวหน้า ชาวอังกฤษ สาขาดาราศาสตร์วิทยุ จากมหา วิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมวิชาการสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 11 (APRIM 2011) จัดโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี 

และระหว่างร่วมงานดังกล่าว ศ.เบอร์เนลได้สละเวลาขึ้นเวทีอธิบายไขปริศนาโลกแตก ภายใต้หัวข้อ 'ฤๅโลกดับแน่แล้ว...ไม่แคล้วปีหน้า' 

ยกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แบบชัดๆ ขึ้นมาอธิบายว่า ทฤษฎีโลกแตกต่างๆ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ขอบอกว่าชื่อชั้นของ ศ.เบอร์เนล นั้นไม่ธรรมดา เพราะมีสถานะเป็นถึงผู้ค้นพบ 'พัลซาร์' หรือดาวนิวตรอนที่แผ่คลื่นวิทยุ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้รับการบันทึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแวดวงดวงดาวระดับสากลกันเลยทีเดียว! 

เริ่มต้นกับการตั้งคำถามว่า ปัจจัยอะไรที่อยู่ดีๆ มนุษย์เราถึงพากันเชื่อว่าโลกจะแตก 

เป็นเพราะกระแสปฏิทินมายาโบราณ ซึ่งบังเอิญเวียนมาบรรจบครบรอบ ในปี 2555 หรือเพราะภาพยนตร์ที่โกยเงินจากการเกาะกระแสความกลัวของผู้คน กระทั่งตอกย้ำสร้างภาพความเชื่อผิดๆ ปลูกฝังจนเป็นค่านิยมความตื่นกลัว ผสมผสานกับทฤษฎีอีกสารพัดอย่างที่ฟังมาจากปากต่อปาก จากเว็บสู่เว็บ 

ศ.เบอร์เนล ให้คำตอบว่า 

"หนึ่งในประเด็นหลักเรื่องโลกแตกคงหนีไม่พ้นปรากฏการณ์ 'การกลับขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์' หรือกระบวนการที่ขั้วแม่เหล็กเหนือใต้สลับตำแหน่งกัน ผกผันไปตามจุดซันสปอต หรือจุดมืดบนดวงอาทิตย์ที่กระจายอย่างไม่เป็นระเบียบนั้น จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นทุกๆ 11 ปี และเพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆ ร้อนในปี 2552 ที่การวิจัยในครั้งนั้นได้ยืนยันแล้วว่า ไม่พบข้อมูลผลกระทบที่มนุษย์ได้รับจากปรากฏการณ์ดังกล่าว แถมต้องรออีกนานถึงปี 2564 กว่ากระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง" 

1.โจเซลิน เบล เบอร์เนล

2.หลุมดำใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

3.สนามแม่เหล็กโลก

4.หลุมอุกกาบาตซิดซูลูป ประเทศเม็กซิโก

5.ซันสปอตบนผิวดวงอาทิตย์

6.ภาพดาวนิบิรุในจินตนาการ

7.พายุสุริยะ และซันสปอต



ขณะที่ "พายุสุริยะ" เปลวก๊าซร้อนๆ ที่พวยพุ่งออกมาจากพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั้น ศ.เบอร์เนล กล่าวว่า 

"พายุนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่ากลัวก็จริง แต่น่ากลัวสำหรับนักบินอวกาศที่ออกไปทำงานนอกชั้นบรรยากาศเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องสัมผัสกับรังสีและอนุภาคไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนที่เราพบเห็นพายุสุริยะมากขึ้น ก็ไม่ได้อ้างอิงความเกี่ยวข้องกับการสิ้นโลกแต่อย่างใด เพราะเปลวก๊าซเหล่านี้จะค่อยๆ พัฒนาเพิ่มขึ้นไปเรื่อย จนเข้าสู่จุดสูงสุดในปี 2013 หรือ 2556 ซึ่งก็ไม่ใช่ปี 2012 อย่างที่เข้าใจ และในครั้งนี้ก็จะมีปริมาณน้อยกว่าครั้งอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่าครึ่งหนึ่งอีกด้วย"

นอกจากนั้น ศ.เบอร์เนล ยังขยายความถึงปรากฏการณ์ 'สนามแม่เหล็กโลก' ที่เชื่อว่าในอนาคตจะกลับทิศทางจนโลกหมุนสลับขั้ว สร้างความแปรปรวนในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้เมืองร้อนมีหิมะตก เมืองหนาวกลายเป็นทะเลทราย ไม่ก็น้ำท่วมโลกหรือธรณีสูบ ด้วยว่า

จริงๆ แล้วสนามแม่เหล็กของโลกมีการกลับตัวทุกๆ ประมาณ 3 แสนปี มนุษยชาติเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อราวๆ 2.5 ล้านปีมาแล้ว ดังนั้น จึงมีการกลับทิศลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อผู้คน หรือโลกกลมๆ ใบนี้ 

การกลับทิศของสนามแม่เหล็ก เป็นกระ บวนการที่ต้องใช้เวลานานถึง 5,000 ปี จึงจะเสร็จสมบูรณ์ในแต่ละครั้ง โดยเริ่มจากการลดลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปของสนามแม่เหล็กโลก และที่มันกำลังอ่อนตัวลงในปัจจุบัน นั่นอาจหมายถึงการเข้าสู่ช่วงกลับทิศครั้งใหม่ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนทิศการหมุนของโลกด้วยซ้ำไป

อีกหนึ่งทฤษฎีวันสิ้นโลกที่ร่ำลือติดอันดับฮิตไม่แพ้กัน ก็คือ ความหวาดวิตกปรากฏการณ์ 'การเรียงตัวของดาวเคราะห์ทั้งหมดในเอกภพ' ซึ่งศ.เบอร์เนล ได้ให้ข้อคิด ไว้ว่า 

1.การเรียงตัวของดาวเคราะห์ในเอกภพ

2.ปฏิทินมายาโบราณ



"ในปี ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) ที่จะถึงนี้ อย่างไรแล้วก็ไม่ใช่ปีที่จะมีการเรียงตัวของดาวทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะจากข้อมูลกว่า 5 พันล้านปีที่ผ่านมา การเรียงตัวของดาวเคราะห์ที่มีมากที่สุด 5 ดวงตรงแนวโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์คือเมื่อ ก.พ.2505 และล่าสุดใน พ.ค.2534 ที่ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อีก 5 ดวงก็วนมาเจอกันอีกรอบ แต่ยังไม่มีทีท่าว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดจะมาเรียงเป็นระนาบเดียวกันเลย ส่วนการเรียงตัวลักษณะนี้ในอนาคตจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.2583 และ พ.ศ. 3218 ไม่ใช่ปีหน้า แถมการเรียงตัวที่เกิดขึ้นมาตลอดเหล่านี้ยังไม่เคยส่งผลกระทบทั้งในด้านแรงโน้มถ่วง หรือแรงน้ำขึ้นน้ำลงของโลกอีกด้วย" 

ส่วนประเด็นความเชื่อตามเรื่องเล่าของ 'ดาวเคราะห์นิบิรุ' ที่เคยตกเป็นข่าวฮือฮาว่า มีความเป็นไปได้สูงจะพุ่งชนโลกเข้าสักวัน ศ.เบอร์เนล ชี้ว่า

"ดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกสังเกตโดยชาวสุเมเรียน เมื่อ 2,500 ก่อนคริสตกาล และอ้างว่าดาวดวงนี้แหละที่จะมีคาบการโคจรเป็นวงรีในระยะเวลา 3,600 ปี พร้อมจะพุ่งชนโลกในวันที่ 21 ธ.ค. 2555 ตามเวลาที่ค้นพบนั้น ถ้าวิเคราะห์ตามหลักดาราศาสตร์แล้ว นิบิรุอยู่ห่างออกไปกว่า 400 หน่วยดาราศาสตร์เอยู หรือหน่วยวัดระยะห่างเฉลี่ยของโลกและดวงอาทิตย์ หรือประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือ 10 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดาวพลูโต ซึ่งเราไม่สามารถเห็นมันได้ด้วยตาเปล่าตามที่ชาวสุเมเรียนระบุไว้ จึงสรุปได้ว่าดาวเคราะห์นิบิรุไม่มีอยู่จริงนั่นเอง" 

"ตามมาติดๆ ด้วยความกลัวของซีรีส์การถูกชนจากวัตถุนอกโลก อย่างดาวเคราะห์น้อยที่เคยสร้างความเสียหายให้แก่โลก จากการพุ่งชนของดวงดาวขนาดย่อมประมาณ 100 กิโลเมตร เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว จนเป็นหลุมอุกกาบาตชิก ซูลูปที่ประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าการชนในครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ยุคไดโนเสาร์ แต่จริงๆ แล้วการชนแบบนี้ จะเกิดขึ้นทุกๆ 50-100 ล้านปี และมีผลกระทบทำให้เกิดฝุ่นละอองครอบคลุมชั้นบรรยากาศ พืชจึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ชีวิตความเป็นอยู่บนโลกจึงค่อยๆ ล้มตาย แต่เรามีโครงการเฝ้าระวังอวกาศที่คอยสังเกตท้องฟ้าอยู่แล้ว หากมีวัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนที่มายังโลกจริง เราต้องรับรู้ถึงความคืบหน้าเป็นเวลาหลายปีก่อนที่มันจะพุ่งชนโลก และสามารถหาแนวทางกำจัดดวงดาวเหล่านั้นได้ทันท่วงที ซึ่งตอนนี้เราเหลือเวลาอีกแค่ปีครึ่งก็จะถึง ธ.ค. 2012 ยังไม่เห็นมีใครระบุว่าพบวัตถุต้องสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น" ศ.เบอร์เนล ย้ำ

ศ.เบอร์เนล กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของ 'หลุมดำใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก' ที่คาดว่าโลก ดวงอาทิตย์ และหลุมดำ จะเรียงเป็นเส้นตรง ส่งผลให้โลกกับดวงอาทิตย์ตกลงสู่หลุมดำนั้น 

ปรากฏการณ์โคจรในระนาบเดียวกันนี้ เกิดขึ้นวันที่ 21 ธ.ค. ของทุกปี แต่หลุมดำซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 260,000 ปีแสง ทำให้สมมติฐานดังกล่าวไม่มีความน่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ เพราะการเคลื่อนที่เข้าสู่หลุมดำนี้โลกจะต้องใช้เวลานานกว่า 260,000 ปี

แล้ววันหนึ่ง 'จักรวาล' ของเราจะดับสิ้นจริงหรือไม่นั้น ศ.เบอร์เนลให้แง่คิดว่า 

"แน่นอนว่าเอกภพและดวงอาทิตย์ย่อมต้องมีวันหมดอายุขัย แต่ไม่ใช่ดับวูบแล้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ วิวัฒนาการทางธรรมชาติมีความพอดีแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกราวๆ 1 พันล้านปีข้างหน้าที่ดวงอาทิตย์จะเริ่มร้อนขึ้นจนเผาผลาญน้ำบนโลกและดาวดวงอื่นๆ ถ้าตอนนั้นเรายังอยู่กันได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหามาเสียเวลากังวลกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น เทคโนโลยีในอีก 1 พันล้านปีคงจะมีคำตอบหาทางออกที่ดีที่สุดได้ แต่ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ดิฉันว่าทางรอดทางเดียวคือหาดาวดวงใหม่เป็นที่อยู่อาศัยแทนโลก"

ถามว่า ถ้าอย่างนั้นการที่เราพยายามรักษาสภาพแวดล้อมบนโลกใบนี้เอาไว้ จะกลายเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ในอนาคตรึเปล่า?

"ต้องบอกก่อนว่า ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเกี่ยวข้องกับจักรวาลน้อยมาก ที่เรากำลังเผชิญหน้ากับภาวะโลกร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว หรือสึนามิก็เป็นผลกระทบจากภายในที่เราเอาแต่ใช้ประโยชน์จากโลกโดยไม่คิดถึงปัญหาที่ตามมา สิ่งที่เราพยายามรณรงค์ทั้งประหยัดพลังงาน หาวัสดุทดแทน ปลูกป่ารักษาต้นน้ำ ล้วนเป็นการแก้ไขปลายเหตุ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ฉุกคิดทำอะไรเพื่อโลก เราทำวันนี้ก็เพื่อให้ลูกหลานอยู่ต่อบนโลกได้อย่างปกติที่สุด แต่แน่นอนว่าเรายังทำไม่เพียงพอ" ศ.เบอร์เนล กล่าว


หน้า 21
http://goo.gl/jtcSn