วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

กิจกกรรมร่วมสร้างสมาชิกคุณภาพโดยการเขียนบทความในหัวข้อเมื่อโทรทัศน์ครูสู่ ห้องเรียนคุณภาพ





ฉบับที่ 36 วันที่ 12 เมษายน 2555
           ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ครูท่านไหนได้นำโทรทัศน์ครูไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนแล้วเกิดผลที่ดี ทั้งการพัฒนารูปแบบการสอนของครู หรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
           โทรทัศน์ครูขอเชิญชวน "สมาชิกทั่วไปและสมาชิกเครือข่าย" คุณ สุวิมล เชื้อชาญวงศ์ รหัสสมาชิก 031216 ระดับสมาชิก สมาชิกทั่วไป ร่วมกันบอกต่อเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายให้เพื่อนครูคนอื่น โดยเขียนบทความในหัวข้อ "เมื่อโทรทัศน์ครูสู่ห้องเรียนคุณภาพ"ความยาว 800 ตัวอักษร ผ่านแบบฟอร์มการเขียนบทความ ในเว็บไซต์โทรทัศน์ครู บอกว่าคุณได้นำรายการตอนใดไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน และเกิดผลอย่างไร หากเป็นบทความที่มีประโยชน์ คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
           - สมาชิกทั่วไป และ สมาชิกเครือข่าย ได้เลื่อนระดับเป็น"สมาชิกคุณภาพ"
           - ได้รับเกียรติบัตรว่าเป็นสมาชิกคุณภาพ จากการส่งบทความ "เมื่อโทรทัศน์ครูสู่ห้องเรียนคุณภาพ"
           - ได้รับ Handy Drive I love โทรทัศน์ครู หน่วยความจำ 2 GB พร้อมบรรจุรายการโทรทัศน์ครู เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่รายการโทรทัศน์ครู และใช้เป็นสื่อบันทึกสื่อการสอน
            กิจกรรมนี้เริ่มต้นตั้งแต่ 16 เมษายน – 31 พฤษภาคม พ.ศ.2555 คลิกที่นี่ เพื่อดูรายละเอียดของกิจกรรมพิเศษฯ


วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม
ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์
รับชมเพิ่มเติม : การจัดการเรียนรู้ | การบริหารการศึกษา | พัฒนาครู
 
 



 

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาทำให้ 'พระ' กลายเป็น 'อภิสิทธิชน' ยิ่งกว่า 'เจ้า'

ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาทำให้ 'พระ' 

กลายเป็น 'อภิสิทธิชน' ยิ่งกว่า 'เจ้า'

หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 23 ก.พ.55 รายงานว่า สำนักงานพระพุทธพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา กลับไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว โดย พศ.เห็นด้วยกับการที่จะมีกฎหมายนี้ และขณะนี้ทราบว่าทางนายกรัฐมนตรีได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทั้งหมดให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนที่จะส่งกลับมาที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จากนั้นต้องอยู่ที่การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีว่าจะเสนอบรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมของสภาหรือไม่

ตามรายงานข่าว ร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนามีอยู่ 3 ฉบับ คือ 

ฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ 

ฉบับของพรรคเพื่อไทย และ

ฉบับของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

โดยมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาเป็นเวลา 4 ปี แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการบรรจุเข้าในวาระการประชุมของสภาได้

ปัญหาคือ ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว มีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับ "ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ..." ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คมช.หรือไม่ หากมีเนื้อหาเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกันก็ต้องถือว่าเป็น "กฎหมายเผด็จการ" ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ม.122 เสียอีก

เพราะเป็นกฎหมายที่ยกสถานะของ "พระ" ให้เป็น "อภิสิทธิชน" ยิ่งกว่า "เจ้า" และกำหนดลักษณะความผิด "ครอบจักรวาล" และกำหนดอัตราโทษไว้สูงมาก เช่น

มาตรา 9 การจาบจ้วง ละเมิด ลอกเลียน บิดเบือน หรือการกระทำอื่นใดให้พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง หรือวิปริตผิดเพี้ยน จะกระทำมิได้

จะเห็นว่า ลักษณะความผิดตามมาตรานี้ "ครอบจักรวาล" มาก คำว่า "จาบจ้วง ล่วง ละเมิด บิดเบือน เสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง วิปริตผิดเพี้ยน" หากเทียบกับ ม.112 ที่ว่า "ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย..." ยังชัดเจนกว่า แต่ขนาดชัดเจนกว่าก็เกิดปัญหาในเรื่อง "การตีความ" ตลอดมา และกลายเป็น "อาวุธ" ให้ "พวกคลั่งเจ้า" ล่าแม่มดได้อย่างน่ากลัว

คำถามคือ ถ้ามีกฎหมายที่ระบุลักษณะความผิดอย่างคลุมเครือ สามารถตีความได้ครอบจักรวาลเช่นนี้ กฎมายแบบนี้จะเป็น "อาวุธ" ให้ "พวกคลั่งศาสนา" ล่าแม่มดจนก่อให้เกิดความวุ่นวายมากขนาดไหน

มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับพระศาสดาและศาสนธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท

การ "จาบจ้วง" "ล่วงละเมิด" พระศาสดาคืออะไรหรือ ถ้าเป็นการด่า การทำร้าย ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าเองก็เคยถูกด่า ถูกใส่ร้ายว่าทำให้สตรีตั้งครรภ์ก็มี ถูกทำร้ายก็มี แต่ท่านไม่ด่าตอบ ไม่เคยเรียกร้องให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดการ

ทว่าวางหลักการเอาไว้ว่า "ถ้ามีใครบริภาษหรือด่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พุทธบริษัทไม่ควรโกรธ ควรมีสติ ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลไปตามควรแก่กรณี" นอกจากนี้ท่านยังเตือนสติว่า "ใครก็ตาม มีความโกรธต่อผู้ทำร้ายตน ไม่ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของตถาคต"

แล้ว "จาบจ้วง" "ล่วงละเมิด" "บิดเบือน" ศาสนธรรมจะตัดสินจากเกณฑ์อะไร? เพราะในประวัติศาสตร์ก็มีการตีความคำสอนของพุทธศาสนาไม่ตรงกันมาตลอด ตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็มีการตีความเรื่อง "อัตตา-อนัตตา" ไม่ตรงกันแล้ว และหลังจากท่านปรินิพพานแล้ว ก็ยิ่งมีการตีความคำสอนในเรื่องอื่นๆ ต่างกัน จนเกิดการแตกแยกเป็นนิกายต่างๆ กว่าร้อยนิกาย

ที่สำคัญหลักกาลามสูตรก็เปิดให้ผู้ศึกษาพุทธมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ คือจะไม่เชื่อแม้แต่ครูหรือศาสดาเลยก็ได้ ให้เชื่อความจริงที่ตนพิสูจน์ได้แล้วเท่านั้น 

แล้วกำหนดไปได้อย่างไร "โทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท" คนที่คิดมาตรานี้ไม่รู้คิดกันขึ้นมาได้จากหลักการอะไร ไม่ "ละอาย" ต่อพระพุทธเจ้าบ้างหรือครับ

เพราะพระพุทธเจ้าทำตัวเป็น "คนธรรมดา" ถูกด่าได้ วิจารณ์ได้ เมื่อมีคนทำร้าย (เช่นเทวทัตลอบสังหาร) ก็ไม่เรียกร้องให้เอาผิดทางกฎหมายใดๆ 

คือหากคิดจากมุมมองของพระพุทธเจ้า เรื่องการด่า หรือเรื่องประเภทจาบจ้วง ล่วงละเมิดอะไรพวกนี้ มันไร้สาระมากเลย แค่จะเก็บมาเป็นอารมณ์ก็ไม่ควรแล้ว จะไปคิดเรื่องจะเอาผิดเอาโทษทางกฎหมายไปทำไม เพราะถ้าไม่เป็นอย่างที่เขาด่า หรือจาบจ้วง มันจะเสียหายอะไร

พระพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการทำให้ธรรมะเป็น "ของศักดิ์สิทธิ์" ไม่ต้องการให้ศาสดาหรือครูเป็น "บุคคลศักดิ์สิทธิ์" ฉะนั้น ใครจะตั้งคำถามกับธรรมะ หรือศาสดาอย่างไรก็ได้ ด่าได้ วิจารณ์ได้ ไม่ถือเป็นการจาบจ้วง ล่วงละเมิดที่ต้องมีความผิดทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น (หากจะผิดก็เป็นเรื่องทางศีลธรรม ที่มีผลทางศีลธรรมเช่นการถูกตำหนิติเตียนเป็นต้นเท่านั้น) นี่คือ "เสรีภาพ" ทางความคิด ความเชื่อที่พระพุทธเจ้ารับรอง

แต่มาตรา 21 ในร่าง พ.ร.บ.นี้กำลังทำให้เสรีภาพที่พระพุทธเจ้ารับรองไว้แล้วกลายเป็นความผิดร้ายแรงที่ "ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท" คิดจากจุดยืนของพระพุทธเจ้าแล้วเป็น "โทษที่อำมหิต" เหลือเกินครับ ถึงจะคิดว่าผู้ร่างกฎหมายมี "เจตนาดี" แต่เป็นเจตนาดีที่ทำลายหลักการที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง 

คือถ้าชาวพุทธคิดว่าใครจาบจ้วงล่วงละเมิดพระพุทธเจ้าและพระธรรมต้องจับเขาไปติดคุกขั้นต่ำสุดตั้ง 10 ปี เราจะอธิบาย "กรุณาคุณ" ของพระพุทธเจ้าอย่างไรไม่ทราบ จะอธิบายคุณธรรมเรื่องปัญญาและกรุณาอย่างไร จะอธิบายเมตตาธรรมที่อภัยได้แม้กระทั่งศัตรูอย่างไร 

มาตรา 22 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท

ถามว่า "ศาสนบุคคล" คือพระภิกษุ สามเณร หรือชี ใช่หรือไม่ หากตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แม้แต่พระพุทธเจ้าเองยังถูกด่าได้ วิจารณ์ได้โดยไม่ผิดกฎหมายใดๆ ทำไมพระภิกษุ สามเณร หรือชีในยุคปัจจุบันจะต้องเป็น "อภิสิทธิชน" ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า

มาตรานี้กำลังยกให้พระภิกษุ สามเณร หรือชีมีสถานะเป็น "อภิสิทธิชน" ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคทางกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตย พระภิกษุ สามเณร หรือชีนั้นอีกสถานะหนึ่งคือ "ประชาชน" ในรัฐที่ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างเสมอภาคกับบุคคลอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็คุ้มครองถึงบุคคลที่เป็นภิกษุ สามเณร ชี อยู่แล้ว

การบัญญัติกฎหมายเช่นนี้กำลังสถาปนาสถานะทางกฎหมายของ "พระ" ให้เหนือกว่า "เจ้า" ด้วยซ้ำ เพราะพระมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะพูด หรือแสดงความเห็นทางการเมือง และก็ทำกันเช่นนี้อยู่ตลอดมา 

สมมติต่อไปมีกฎหมายแบบนี้จริง ถ้ามีพระออกมาพูด "ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน" ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองแล้วมีคนทนไม่ได้กับคำพูดแบบนี้แล้วด่ากลับ และถูกตีความว่า "จาบจ้วง ล่วงละเมิด ทำให้เสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง" เขาต้องติดคุกห้าถึงสิบปี หรือโดนปรับเป็นแสนเลยหรือ

คือพระจะพูดอะไรก็พูดได้ใช่ไหมครับ "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" "ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน" เกรียนกับความทุกข์ของชาวบ้านทางเฟซบุ๊ค หรือด่าสีกาว่านมเหี่ยว ฯลฯ พระมีเสรีภาพพูดได้หมดเลย แต่ถ้าชาวบ้านด่ากลับจะต้องถูกตีความว่า "จาบจ้วง ล่วงละเมิด ทำให้เสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง" มันไม่เป็นกฎหมายที่ "เสียสติ" หรือ "อยุติธรรม" เกินไปหรือครับ! 

ข้อความต่อไปนี้ยิ่งน่าเกลียด

ผู้ใดร่วมประเวณีไม่ว่าทางใดและวิธีการใดกับพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ตลอดจนผู้ชักจูง จัดหา หรือจ้างวาน ให้มีการร่วมประเวณีดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท

ตกลงแม้แต่เรื่อง "เอากัน" พระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ก็มี "อภิสิทธิ์" เหนือคนธรรมดา คือพระภิกษุ สามเณร แม่ชีเอากับชาวบ้านแล้วแค่ต้องอาบัติปาราชิก แล้วก็สึกออกมาสบายใจเฉิบ แต่ชาวบ้านต้องติดคุกตั้งแต่ 5 ถึง 10 ปี ไม่ทราบว่าผู้ร่างกฎหมายใช้ "หลักการ" อะไรในการร่างข้อความที่ "วิปริต" แบบนี้

เพราะตามหลักการของพุทธศาสนานั้น การทำผิดวินัยสงฆ์ หรือผิดหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา มีแต่ "สมณเพศ" ต้องผิดมากกว่า มีโทษทางศีลธรรมหนักกว่าคนธรรมดา เพราะเป็นผู้รู้เรื่องหลักวินัยสงฆ์ และหลักศีลธรรมทางศาสนาดีกว่า และมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบรักษาวินัยและหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนามากกว่า

มาตรา 23 ผู้ใดกระทำความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าการกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำต่อพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ผู้นั้นต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ สามเท่า

มาตรานี้ก็ขัดต่อ "หลักความเสมอภาคทางกฎหมาย" เช่นกัน ทำไมต้องระวางโทษหนักกว่าคนธรรมดาถึง 3 เท่าครับ ใช้หลักการอะไรคิด?

ผมเข้าใจว่า ชาวพุทธทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่ร่วมกันผลักดันให้มีร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คงทำไปด้วย "เจตนาดี" แต่เป็นเจตนาดีที่ขาดความชัดเจนในหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าถือว่าพระศาสดา พระสงฆ์ เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ "บุคคลศักดิ์สิทธิ์" พระธรรมไม่ใช่ "ของศักดิ์สิทธิ์" ที่ด่าไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ซึ่งหลักการเช่นนี้แสดงถึง "ความมีใจกว้าง" (Tolerance) ในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางความคิดความเชื่อ

พุทธศาสนาอยู่ท่ามกลางลัทธิความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างหลากหลายโดยไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ก็เพราะมีหลักการรองรับความมีใจกว้างดังกล่าว (เช่นที่ปรากฏใน "โอวาทปาฎิโมกข์" เป็นต้น)

แต่ในยุคปัจจุบันพุทธศาสนาอยู่ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ให้คุณค่าสูงยิ่งกับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค หลักสิทธิมนุษยชน และหลักความมีใจกว้างในสังคม "พหุวัฒนธรรม" จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ที่จะมี "กฎหมายเผด็จการ" คุ้มครองพุทธศาสนาอย่างเป็นพิเศษเช่นนี้

ซึ่งโดยสาระแล้ว ร่างกฎหมายดังกล่าว ทำให้สถานะของพระภิกษุ สามเณร และชี กลายเป็น "อภิสิทธิชน" ยิ่งกว่า "เจ้า" และยิ่งกว่า "พระพุทธเจ้า" ด้วยซ้ำ กฎหมายแบบนี้จึงไม่ควรมี เพราะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ แก่พุทธศาสนาและขัดต่อหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างสิ้นเชิง!

http://www.prachatai3.info/journal/2012/04/40007

 

ปิดตำนาน "สตาร์บัคส์-ถนนข้าวสาร" ความทรงจำคลาสสิค-พร้อมเรื่องเล่าเร้นลับ

 

ปิดตำนาน "สตาร์บัคส์-ถนนข้าวสาร" ความทรงจำคลาสสิค-พร้อมเรื่องเล่าเร้นลับ

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 19:00:00 น.

Share98


โต๊ะเก้าอี้บริการลูกค้าในห้องยุโรป
 


แมวกินน้ำจากอ่างด้านหน้า"สตาร์บัคส์-ถนนข้าวสาร"
 

















"จิระนันท์ พิตรปรีชา"มาเยี่ยมชม"บ้านไกรจิตติ"เมื่อ11มี.ค.55
 

















บรรยากาศภายในห้องยุโรป เมื่อมองออกจากห้องอียิปต์
 


ภาพวาดลายเถาดอกไม้ บนเพดานภายในห้องวิคตอเรียน ผลงานคุณหญิงเชย อดีตเจ้าของบ้าน



ภาพเขียนฝาผนังภายในห้องอียิปต์
 





พนักงานของสตาร์บัคส์ถนนข้าวสาร ในช่วงวันสงกรานต์ปี2554
 


ไม้สักทองสลักอายุกว่าร้อยปี ภายในห้องไทย
 



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331531979&grpid=01&catid=02&subcatid=0202 

ภาพ/เรื่อง โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว


หนึ่งในสาขาที่คอกาแฟ "สตาร์บัคส์" รู้จักและพูดถึงความสวยงามของสถานที่ตั้งมากที่สุด ต้องมีสตาร์บัคส์ "ถนนข้าวสาร" อยู่ในอันดับต้นๆ ด้วยความสวยงามของตัวอาคาร "บ้านไกรจิตติ" ทั้งภายนอกที่เป็นบ้านหลังเก่าประกอบด้วยสถาปัตยกรรมของไทยซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก อายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีและภายใน ประกอบด้วยภาพวาดบนฝาผนังทั้งห้องวิคตอเรียนหรือห้องยุโรปและห้องเมมฟิสหรือห้องอียิปต์ ทำให้ลูกค้าหลายคนอดใจไม่ไหวที่จะต้องนำกล้องมาถ่ายรูปมากดชัตเตอร์เป็นที่ระลึก


ความสวยงามที่ถูกบอกเล่าปากต่อปากทำให้ใครหลายคนต้องเดินทางไกล แม้จะมีสตาร์บัคส์สาขาใกล้บ้าน แต่ยอมจ่ายเวลาเดินทาง เพื่อแวะมาพิสูจน์ความสวยงามว่าสมคำร่ำลือหรือไม่ และหลายคนได้คำตอบให้ตัวเองว่า ไม่ผิดหวัง อีกทั้งยังได้สัมผัสถึงความสดใสเป็นกันเองของพนักงานสาขาสร้างความประทับใจไปอีกหลายแรงบวก


"ปราโมชย์ แก้วตา" ผู้จัดการร้านสตาร์บัคส์ สาขาถนนข้าวสาร เล่าว่า สาขานี้เป็นสาขาที่ 44 เปิดมาตั้งแต่  1 พฤษภาคม 2547 กำลังจะครบ 8 ปี ส่วนสาเหตุที่ต้องปิดสาขานี้ ในวันที่ 19 มีนาคม 2555 เป็นวันที่ให้บริการวันสุดท้ายถึงเวลา 19.00 น. เนื่องจากหมดสัญญากับผู้ให้เช่าคือบริษัทผู้ดูแลทรัพย์สินของ "บ้านไกรจิตติ"


หลังจากนั้น พนักงานที่ประจำสาขานี้แต่ละคน จะกระจายไปตามสาขาต่างๆ ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน สตาร์บัคส์มีประมาณกว่า 140 สาขาทั่วประเทศไทยและกำลังทยอยเปิดต่อเนื่อง


"ผู้จัดการร้าน" บอกว่า กลุ่มลูกค้าของสาขาถนนข้าวสารเป็นคนไทย 10% ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติถึง 90%  สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะชื่อเสียงของถนนข้าวสาร ประกอบกับมีการแนะนำสาขานี้อยู่ในไกด์บุ๊คด้วย ชาวต่างชาติจึงแวะเวียนเข้ามาดื่มและนั่งพักผ่อนหย่อนใจ หลายคนบอกว่าที่นี่เป็นสตาร์บัคส์ สาขาสวยที่สุดในโลก 


นอกจากนั้น ยังมีลูกค้าที่เดินทางมา เพราะได้รับฟังชื่อเสียง รู้จักกันปากต่อปาก เวลาเพื่อนมาเที่ยวก็จะแนะนำให้มาที่นี่ แม้ว่าตัวที่ตั้งของสาขานี้จะหายาก  เพราะทางเข้าด้านหน้าถูกแบ่งเป็นร้านสปาและจิวเวลรี่ ทำให้ช่องทางเดินเข้ามาและการมองเห็นตัวบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งสาขานี้แคบลง แต่ลูกค้าสามารถโทรศัพท์สอบถามและแวะเวียนเข้ามาลิ้มรสเครื่องดื่มและชมความงามของสถานที่ได้


สำหรับโครงสร้างภายในบ้าน ชั้นล่างมี 4 ห้องประกอบด้วย ห้องไทย ห้องยุโรป ห้องอียิปต์ ห้องจีน สตาร์บัคส์ ทำสัญญาเช่า 3 ห้อง ประกอบด้วย ห้องไทย ห้องยุโรป และห้องอียิปต์ สำหรับห้องจีนและชั้น 2 เดิมเคยเป็นอาร์ตแกลเลอรี่ แต่ปัจจุบันแกลเลอรี่ดังกล่าวย้ายไปที่สุขุมวิทแล้ว


"ปราโมชย์" เล่าว่า เวลาลูกค้าเข้ามา พนักงานของร้านจะแนะนำลูกค้าให้ชื่นชมผลงานศิลปะในแต่ละห้อง อาทิ เคาท์เตอร์ขายเครื่องดื่มซึ่งอยู่ภายในห้องไทย มีความสวยงามของขื่อคานบนเพดาน ประกอบจากไม้สักทองสลัก อายุกว่าร้อยปี ถัดเข้าไปเป็น ห้องวิคตอเรียน (ห้องยุโรป) มีความงดงามของลายปูนปั้นบนขอบประตูหน้าต่าง


ที่สำคัญคือ ภาพวาดลายเถาดอกไม้บนเพดานห้อง เป็นผลงานของคุณหญิงเชย ไกรจิตติ เจ้าของบ้านในอดีต ซึ่งได้รับมอบบ้านหลังนี้จากคุณพ่อ-เจ้าพระยาอาทรธุรศิลป์ (ม.ล.ช่วง กุญชร ณ อยุธยา ) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้มอบหมายให้ช่างอิตาเลียนชุดเดียวกับที่มาออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและบ้านเจ้านายอีกหลายคน สร้างขึ้นเพื่อยกให้เป็นเรือนหอคุณหญิงเชย เมื่อครั้งสมรสกับพระยากฤตราชทรงสวัสดิ์ ห้องถัดไปเป็น ห้องเมมฟิส (ห้องอียิปต์) ลักษณะแปดเหลี่ยม มีภาพวาดฝาผนังเป็นผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี


สตาร์บัคส์สาขานี้ มีคนนิยมมาถ่ายภาพแต่งงาน ส่วนด้านในอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ แต่ไม่อนุญาตให้ตั้งขากล้องหรือวีดีโอเพราะจะรบกวนลูกค้าคนอื่น เสน่ห์อีกอย่างที่สร้างความมีชีวิตชีวาและดึงดูดลูกค้าที่นี่คือ "แมว" ที่มาอาศัยในใต้ชายคาบริเวณด้านนอก "บ้านไกรจิตติ" พนักงานร้านก็ช่วยกันเลี้ยงแมว ทำให้ลูกค้า มาเล่นกับแมว เอาอาหารมาให้แมว บางคนรับแมวไปเลี้ยง  เริ่มจากตอนแรกๆ มีแมวไม่กี่ตัว เพิ่มขึ้น แต่รับไปเลี้ยงทำให้จำนวนแมวลดลงไปด้วย


นอกจากนั้น ยังให้บริการทักทายลูกค้าด้วยภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น  รัสเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮอลแลนด์ พนักงานค่อนข้างรักสาขานี้ เพราะบรรยากาศ ที่นี่จะอยู่กันเป็นเหมือนบ้าน แม้เป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้ากะทำงาน ก็จะมารวมตัวกันที่นี่ ส่วนหนึ่งอาจเพราะอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว เป็นสาขาที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขานี้จัดว่าอยู่ในมุมสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของถนนข้าวสาร


ลูกค้าประจำของสาขานี้ อาทิเช่น ม.ล.จิราธร จิรประวัติ เป็นลูกค้าใจดีน่ารักมาอุดหนุนกับเพื่อนๆ บ่อย ๆ, พจนา จันทรสันติ นักเขียนมาอุดหนุนพร้อมซื้อขนมมาฝากพนักงานและเอาพระมาให้ นอกจากนั้นยังมี นักร้อง "พี สะเดิด" แวะเข้ามาทุกครั้งที่มาเที่ยวถนนข้าวสาร รวมถึงนักร้องดังชาวเกาหลีอย่าง "4 minute" หรือ "2 AM" ก็เคยมาซื้อเครื่องดื่มที่ร้าน


สำหรับปฏิกิริยาของลูกค้าที่ทราบว่า สตาร์บัคส์สาขาถนนข้าวสาร จะปิดลง โดยขายวันที่ 19 มีนาคม เป็นวันสุดท้ายเพราะหมดสัญญาเช่าสถานที่ ลูกค้าส่วนใหญ่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสียดาย ลูกค้าบางคนเข้ามากอดแล้วบอกว่าจะไปแล้วหรือ และลูกค้าถามว่าจะไปอยู่ไหนกันแล้วจะเจออีกไหม


สำหรับลูกค้าประจำที่เข้ามาใช้บริการทุกวันมีหลากหลายอาชีพ บางคนเป็นคนที่ค้าขายในถนนข้าวสาร หรือนักศึกษามหาวิทยาลัยในย่านนี้ อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ข้าราชการตำรวจ หรือแม้กระทั่งลูกค้าที่อยู่ไกลๆ ถึงรามอินทรา มาที่นี่ เพราะชอบบรรยากาศ พนักงานพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกับลูกค้ารู้จักคุ้นเคยกัน บางทีลูกค้าชวนไปกินข้าวเหมือนเป็นเพื่อนๆ  บางคนใกล้สาขาอื่น แต่มาที่นี่ มาดูว่าสาขานี้สวยจริงหรือเปล่า


"พนักงานที่นี่ รู้สึกผูกพัน  แต่ถึงจะแยกไป ก็ยังอยู่ในบริษัทเดียวกัน ถ้ามีโอกาส ก็ได้ร่วมงานกัน" ผู้จัดการร้านกล่าวทิ้งท้าย 


ในความเก่าแก่ของสถานที่ ย่อมมีเรื่องเล่าตามมาเป็นของคู่กัน สำหรับ สตาร์บัคส์ สาขาถนนข้าวสารแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน บางคนเล่าว่า เคยมีคนที่เคยแวะเวียนเข้ามาแล้วเคลิ้มฝันเห็นผู้ชายมีหนวดสวมชุดราชปะแตน มาบอกว่าไม่ชอบคนกินเหล้า ชอบแต่กินชา หลังจากนั้นผู้แวะเวียนคนดังกล่าวถูกหวย 5 พันบาท


นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเล่าว่า วันโกน โดยเฉพาะวันพระใหญ่ มักได้ยินเสียงดนตรีไทยดังแว่วๆ ท่ามกลางบรรยากาศขลังของ "บ้านหลังเก่า" ทั้งที่พนักงานในร้านเลือกเปิดเพียงแต่ดนตรีแจ๊สและคลาสสิค โดยไม่มีดนตรีไทยอย่างแน่นอน


บางคนยืนอยู่ด้านนอกร้านตอนกลางคืน แต่มองเข้ามาในร้าน เห็นคนสวมชุดขาวยืนอยู่ในห้องอียิปต์ ทั้งที่พนักงานปิดร้านและล็อคกุญแจไปแล้ว


นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเล่าจากลูกค้าตั้งแต่ยุคที่เปิดสาขานี้ช่วงแรกๆ เล่าว่า ระหว่างยืนรอเครื่องดื่มที่เคาท์เตอร์ในห้องไทย ก็หันไปมองเห็นคนสวมชุดขาว ยืนอยู่ภายในห้องจีน ด้านหลังประตูกระจกซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างห้องจีนและห้องไทย เมื่อหันไปอีกครั้งไม่เห็นแล้ว จึงหันมาถามพนักงานว่า "น้องทำงานอยู่ที่นี่เคยเห็นอะไรไหม..." เป็นคำถามปริศนาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ลูกค้าคนเดียวกัน จึงกลับมาเฉลยปริศนาความสงสัย ที่ทิ้งไว้กับพนักงานได้ฟังในภายหลัง


เรื่องเล่าหลากหลายกลายเป็น "ตำนาน" พร้อมการปิดตัวลง ทิ้งความทรงจำอันประทับใจให้แก่ลูกค้าผู้เคยมาแวะเวียน


หากใครอยากเก็บภาพความทรงจำอีกครั้งสามารถเดินเข้ามาลิ้มรสกาแฟและเยี่ยมชมผลงานศิลปะดั้งเดิมใน "บ้านไกรจิตติ" ได้ทุกวัน เวลา 8.00-23.30 น. ถึงวันที่ 19 
มีนาคม 2555 เปิดบริการเป็นวันสุดท้าย จะปิดบริการเวลา 19.00น.

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

ชาวแปดริ้ว นักวิชาการ ย้ำภาครัฐทบทวนข้อมูล-เหตุผลก่อนตัดสินใจเปลี่ยนชีวมวลเป็นถ่านหิน หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ


 

แนะ รัฐ จ่ายค่าตอบแทนให้ประธานกลุ่มสตรีวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศและจังหวัด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน

 5 เม.ย. 55 - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย แนะ รัฐ จ่ายค่าตอบแทนให้ประธานกลุ่มสตรีวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศและจังหวัด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน

    นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มสตรีวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศและจังหวัดไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนเหมือนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ตนจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่กลุ่มสตรีวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศและจังหวัดหรือหากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณก็ควรจะให้ค่าตอบแทนแก่ประธานกลุ่มฯ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่สตรีที่เข้ามาทำงานอีกทั้งยังมีส่วนช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายของประธานกลุ่มฯ ในการติดต่อประสานงานในด้านต่างๆ ด้วย



เกรียงไกร  หอมจันทร์เทศ  ข่าว / เรียบเรียง

การยื่นเรื่องขอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งมีช่องว่างและส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เรียกรับเงินรายเดือน

 5 เม.ย. 55 -รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นเรื่องขอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งมีช่องว่างและส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เรียกรับเงินรายเดือน

นายประชา ประสพดี รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นเรื่องขอให้มีการพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม จากนางสุชาดา นันท์พานิชสกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ประสบปัญหาจากข้อกฎหมายดังกล่าวและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่กำหนดการยื่นขอใบอนุญาตที่ต้องยื่นผ่านกระทรวงมหาดไทย และกำหนดให้ผู้ประกอบการโรงแรมต้องขอใบรับรองการใช้อาคาร แต่กลับติดปัญหาจาก พ.ร.บ.ผังเมือง ที่กำหนดให้อาคารที่จะใช้ประกอบกิจการโรงแรม ต้องมีการขอจดแจ้งเพื่อประกอบกิจการโรงแรม แต่โรงแรมของผู้ได้รับผลกระทบสร้างก่อนที่จะมีการตรากฎหมายดังกล่าว และทำการจดแจ้งเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรม จึงทำให้เกิดความยุ่งยาก เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ในท้องที่เรียกเก็บค่ารายเดือนอยู่ในปัจจุบัน 
ด้าน รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องนี้แจ้งต่อประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม โดยจะเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าให้ข้อมูล เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงและดูแลปัญหาให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ของกฎหมาย        

ลักขณา  เทียกทอง / ข่าว
มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบ