| วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:39:13 น. |
ลาก่อน Cy Twombly
|
บริจาคยา เช่น น้ำเกลือ ยาแก้อักเสบ แก้คัน ยากันยุง แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต้องการในพื้นที่คลองหลอดจำนวนมาก สนใจจะบริจาคเป็นตัวยา หรือสมทบทุนในการซื้อ ได้ที 031-0-03432-9 ธ.กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชื่อสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน หรือโทร 086-6870902 ขอบคุณค่ะ
| วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:39:13 น. |
ลาก่อน Cy Twombly
|
พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ กทช.เพิกถอนประกาศเรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทร คมนาคม ข้อ 11 ที่ห้ามกำหนดวันหมดอายุระบบเติมเงิน (พรีเพด) หรือประกาศที่ห้ามผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ในกรณีที่อายุวันบัตรเติมเงินหมด แต่เงินในบัตรยังไม่หมด อย่างไรก็ดีถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ได้รับผลกระทบ จะยื่นฟ้องต่อศาลฯ
"เรื่องที่ห้ามกำหนดวันหมดอายุระบบเติมเงินนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาที่กำหนด แต่อยู่ที่ไม่มีการกำหนดขั้นตอนวิธีการคืนเงินที่เหลืออยู่ในบัตร ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ริเริ่มการจัดทำขั้นตอนให้ผู้ใช้บริการขอคืนเงินได้" พ.อ.ดร.นที กล่าว
ในส่วน กทช.ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน กสทช. ยังต้องทำเรื่องนี้ต่อไปคือ ต่อสู้กับคดีความที่ถูก เอไอเอส ฟ้อง โดยยืนยันว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยเหตุผล ส่วนประกาศที่ออกไปแล้ว สำนักงาน กสทช.ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อผู้ให้บริการโทรศัพท์ไม่ปฏิบัติตาม ก็ต้องส่งหนังสือแจ้งเตือน จนถึงคิดค่าปรับ หรือจนกว่าศาลฯจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นออกมา
มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้บริโภค นำโดย นายกำชัย น้อยบรรจง ผู้ประสานงานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจ.สระบุรี พร้อมด้วยตัวแทนองค์กรเครือข่ายผู้บริโภค เข้าพบ พ.อ. ดร. นที เพื่อให้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปฏิบัติตามประกาศของ กทช.ด้วย
มีรายงานข่าวจาก สำนักงานเลขาธิการ กสทช.แจ้งว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีจำนวน 71 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นผู้ใช้มือถือแบบจดทะเบียนจ่ายค่าบริการรายเดือน(โพสต์เพด) 7.3 ล้านเลขหมาย และใช้ระบบเติมเงิน(พรีเพด) จำนวน 63.7 ล้านเลขหมาย
นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยถึงผลการรับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน 2554 ว่า สบท. ได้รับเรื่องร้องเรียนมากกว่า 3,000 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นเรื่องที่มีการดำเนินการแจ้งบริษัทแก้ไข 1,409 เรื่อง โดยร้อยละ 72 หรือจำนวน 1,019 เรื่อง เป็นปัญหาจากการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ ที่เหลือเป็นปัญหาจากการใช้บริการอินเทอร์เน็ต จำนวน 311 เรื่อง หรือร้อยละ 22 และปัญหาจากการใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐานจำนวน 52 เรื่อง หรือ ร้อยละ 4 และเรื่องอื่นๆ อีกร้อยละ 2
ผอ.สบท.กล่าวต่อไปว่า เกินครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 55 ของเรื่องร้องเรียนจากการใช้บริการโทรศัพท์มือถือเป็นปัญหาเรื่องการกำหนดวันหมดอายุโทรศัพท์ระบบเติมเงิน เพราะผู้บริโภคยังต้องเดือดร้อนจากการที่ถูกกำหนดวันหมดอายุและต้องเติมเงินทั้งที่เงินยังมีอยู่ในระบบ การถูกยึดเงินในระบบ เป็นต้น ประเด็นต่อมาคือเรื่องของการคิดค่าบริการผิดพลาดมีจำนวน 257 เรื่อง โดยที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงเนื่องจากมูลค่าความเสียหายสูงคือ ปัญหาการใช้บริการโรมมิ่ง หรือการใช้บริการข้ามแดนระหว่างประเทศ
"ครึ่งปีที่ผ่านมาพบว่า ยอดเงินที่ผู้บริโภคโต้แย้งจากการถูกบริษัทเรียกเก็บค่าบริการโรมมิ่งมียอดรวมมากกว่า 1 ล้านบาท จากการร้องเรียนไม่ถึง 30 ราย เพราะแต่ละรายถูกเรียกเก็บค่าบริการสูงเป็นหมื่นบาท สูงสุดประมาณสามแสนบาท ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เท่าทันการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน เช่น การใช้ไอโฟน 3 ไอโฟน 4 แบลคเบอร์รี่ หรือแม้กระทั่งไอแพด แล้วเกิดการเชื่อมต่ออัตโนมัติโดยผู้บริโภคไม่รู้ตัว รวมถึงการที่ไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องจากผู้ให้บริการด้วย "ผอ.สบท.กล่าว
นายประวิทย์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในการให้บริการโทรศัพท์มือถือนั้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอทีไวร์เลส หรือ ฮัทช์ และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ถูกร้องเรียนมากที่สุดในเรื่องการกำหนดวันหมดอายุโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ขณะที่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ถูกร้องเรียนในปัญหาค่าบริการผิดพลาด มากที่สุด ส่วนการใช้บริการอินเทอร์เน็ตนั้นพบว่า ประเด็นที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ มาตรฐานการให้บริการ เช่น ถูกระงับบริการโดยไม่ทราบสาเหตุ สัญญาณหลุดบ่อย รองลงมาคือปัญหาค่าบริการผิดพลาด และปัญหาการยกเลิกบริการ โดย บริษัท ทริปเปิลที อินเทอร์เน็ต จำกัด ถูกร้องเรียนจากผู้ใช้บริการมากที่สุด จำนวน 189 เรื่อง ตามมาด้วยบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำนวน 76 เรื่อง และบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด จำนวน 21 เรื่อง
ขณะที่การให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้าน บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ถูกร้องเรียนจากผู้ใช้บริการมากที่สุด ในประเด็นปัญหาค่าบริการผิดพลาดและมาตรฐานการให้บริการ
นโยบายแจก "แท็บเล็ต" ให้กับเด็กนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ของรัฐบาล "ปู 1 : ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถึงการใช้งบประมาณมหาศาลมาละเลงกับฮาร์ดแวร์ทันสมัยที่จะนำพาเด็กๆ เข้าไปยังโลกการเรียนรู้ออนไลน์ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์
เมื่อหันไปดูประเทศที่ใช้ "ไอที" ฟื้นจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ จนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศไฮเทคอย่าง "เกาหลีใต้" โดยทางกระทรวงศึกษาและกระทรวงเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ได้ประกาศเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการเตรียมงบประมาณถึง 2.2 ล้านล้านวอน หรือราว 63,000 ล้านบาท กับเป้าหมายเปลี่ยนอุปกรณ์การศึกษาในโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาจากการใช้กระดาษมาเป็นตำราเรียนดิจิตอลภายในปี 2558
ทางการเกาหลีใต้ต้องการพัฒนาตำราเรียนดิจิตอลสำหรับทุกโรงเรียนและทุกวิชาเรียน โดยในช่วงแรกนี้ระบบการศึกษาจะทำการควบคู่กันไประหว่างตำราเรียนแบบดั้งเดิมไปด้วย ซึ่งตำราเรียนดิจิตอลจะเอื้อประโยชน์ให้เด็กนักเรียนได้มากกว่า ใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และยังสามารถโต้ตอบกันได้
ในตำราเรียนดิจิตอลจะเก็บหนังสือแบบดั้งเดิมไว้ด้วย พร้อมแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มาจากหลายๆแหล่ง เช่น มัลติมีเดีย และข้อมูล FAQ ซึ่งเป็นข้อมูลถามตอบขั้นพื้นฐานที่จะช่วยให้บรรดาเด็กนักเรียนมีความเข้าใจในอุปกรณ์ที่ใช้ได้ดี นอกจากนี้ทางการเกาหลีใต้มีเป้าหมายสร้างระบบคอมพิวเตอร์เมฆ หรือ Cloud computing เป็นที่เก็บข้อมูลรวมสำหรับทุกโรงเรียน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงตำราเรียนดิจิตอลได้ทั้งหมด
ทางหน่วยงานการศึกษาและวิจัยข้อมูลของเกาหลีใต้จะเป็นผู้ดำเนินการด้านเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมา รวมทั้งการติดตั้งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายหรือไว-ไฟในโรงเรียน และยังได้วางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์ "แท็บเล็ต" ไว้แจกให้บรรดานักเรียนที่มีฐานะยากจนอีกด้วย ขณะที่บรรดาโรงเรียนทั้งหลายต้องตัดสินใจว่าจะเริ่มใช้ตำราเรียนดิจิตอลนี้ในวิชาอะไร กับนักเรียนชั้นไหนก่อน
ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้คงเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก เพราะในปัจจุบันนี้บรรดานักเรียนคุ้นเคยกับสื่อดิจิตอลเป็นอย่างดี และยังมีประโยชน์สำหรับนักเรียนที่ขาดเรียนสามารถไล่ตามเพื่อนๆได้ กับอุปกรณ์นี้
นี่เป็นเป้าหมายของระบบการศึกษาของเกาหลีแบบคร่าวๆ ที่เห็นประโยชน์ของอุปกรณ์ดิจิตอล ไม่เพียงเท่านั้นยังไปกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไฮเทคชื่อดังจะต้องกระโดดมาขานรับกับนโยบายนี้กันอย่างคึกคัก.
หนุ่มดิจิตอล
cybernet@thairath.co.th
| ร.ฟ.ท.เร่งเชื่อม 3 รถไฟฟ้ารอบ ร.พ.ศิริราช | |