วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“พงศ์จรัส รวยร่ำ” นักกฎหมายด้านสิทธิฯ คว้า “รางวัลสันติประชาธรรม” คนแรก

จาก ประชาไท

มอบรางวัลเกียรติยศ "สันติประชาธรรม" สำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคม 

ตามแนวทางของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ แก่ "พงศ์จรัส รวยร่ำ" ในงานครบรอบ 67 ปี วันสันติภาพไทย

 
 
วันนี้ (16 ส.ค.55) มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป จัดพิธีมอบรางวัลสันติประชาธรรม ครั้งแรก แก่พงศ์จรัส รวยร่ำ นักกฎหมายประเด็นสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ อดีตอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากองทัพภาค 2 และที่ปรึกษาอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ศาลอาญาธนบุรี สำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคมตามแนวทางของ นายป๋วย อึ๋งภากรณ์ เพื่อให้สังคมเกิดความยุติธรรม เสมอภาค ไม่มีความเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และใช้เหตุผลแก้ปัญหาให้เกิดสังคมสันติประชาธรรมอย่างแท้จริง
 
ทั้งนี้ คณะกรรมการหาทุนและเลือกสรรบุคคล ระบุว่า รางวัลเกียรติยศสันติประชาธรรมจะทำการมอบให้บุคคลที่ทำคุณแก่สังคมเป็นประจำทุกปีต่อไป โดยในปีนี้มอบรางวัลเป็นเงิน 5 แสน และคำประกาศกิติคุณ นอกจากนี้ การมอบรางวัลในวันสันติภาพไทยนั้นถือเป็นวันที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นวันที่เสรีไทยได้มอบคืนอาวุธที่ใช้ในการเคลื่อนไหวคืนให้พันธมิตร หลังทำหน้าที่ตามที่ปฏิญาณไว้ โดยไม่ได้หวังลาภยศสรรเสริญ
 
ด้านพงศ์จรัส ในฐานะผู้เคลื่อนไหวประเด็นสิทธิมนุษยชนในภาคใต้กล่าวว่า การที่รัฐใช้เงินไปโถมเพื่อการแก้ปัญหายิ่งเป็นการทำลายทำลาย เพราะเงินถือเป็นตัวปัญหา หากอยากให้คนพุทธและมุสลิมกลับไปอยู่ร่วมกันได้ ต้องหยุดการแก้ปัญหาอย่างที่เคยทำมาอย่างการใช้ความรุนแรง เพราะหากจะฆ่า ก็ฆ่าเท่าไหร่ไม่หมด และคนเหล่านั้นเขาไม่กลัวการใช้กำลัง แต่กลัวบาปตามหลักการศาสนา
 
พงศ์จรัส กล่าวด้วยว่า สำหรับเงินที่ได้รับจะไม่นำไปใช้ส่วนตัว แต่จะเอาไปใช้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นายป๋วย อึ๋งภากรณ์ และผู้มอบรางวัลนี้
 
 
 
คำประกาศเกียรติคุณรางวัลเกียรติยศ สันติประชาธรรม 
สำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคม ตามแนวทางของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์
 
นายพงศ์จรัส รวยร่ำ ปัจจุบันอายุ ๕๖ ปี เกิดวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริญญาตรีทางนิติศาสตร์และมหาบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และประกาศนียบัตรหลักสูตรการจัดการความขัดแย้งจากสถาบันพระปกเกล้า
 
เส้นทางการทำงานในวิชาชีพกฎหมายมีความหลากหลายอย่างเชื่อมโยงกัน เริ่มต้นจากการเป็นทนายความของสำนักงานกฎหมายเสนีย์ ปราโมช เข้าทำงานในวงการศึกษาในฐานะเป็นเลขานุการของ รศ.ดร.สมศักดิ์ สิงหพันธุ์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำงานการเมืองสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจากประสบการณ์ดังกล่าวหล่อหลอมให้นายพงศ์จรัส รวยร่ำเป็นนักกฎหมายที่มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง ล้ำเลิศในข้อกฎหมาย เจนจัดในข้อเท็จจริง และที่สำคัญมีสมัครพรรคพวกแทบทุกวงการ อีกทั้งอุปนิสัยรักการใฝ่หาความรู้ ชอบอ่านหนังสือแนวปรัชญาและตั้งวงสนทนาวิสาสะกับมิตรสหายอย่างออกรส จึงทำให้ทนายความผู้นี้ก้าวข้ามนักนิติอักษรศาสตร์ไปสู่แก่นสาระของกฎหมายในฐานะนักยุติธรรม
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายพงศ์จรัส รวยร่ำ เป็นทนายความที่มีอุดมการณ์ในการทำงานมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาส ด้วยความเห็นใจในความทุกข์ยากและลำบากของเพื่อนมนุษย์ หรือผู้ที่ถูกเอาเปรียบทางสังคม ด้วยเด่นชัดในบุคลิกภาพที่โผงผาง กล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา และไม่สยบยอมกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม บุคลิกภาพเช่นนี้คือมิตรแท้ที่จริงใจสำหรับผู้ที่รักความเป็นธรรมหรือถูกระบบรังแก ยิ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสด้วยแล้ว นายพงศ์จรัส รวยร่ำเป็นดั่งความหวังและที่พึ่งสุดท้ายของผู้ทุกข์ทน จึงไม่แปลกใจเลยที่พุทธศาสนิกชนศิษย์สำนักสวนโมกขพลารามผู้นี้จะผ่านการคัดสรร และได้รับการประทานโอกาสจากองค์อัลลอฮ์ให้มีศรัทธาร่วมกับพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการต่อสู้จากความอยุติธรรมทั้งปวง เช่น การต่อสู้ทางคดีให้เปิดสอนโรงเรียนอิสลามบูรพา ภายหลังจากถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นแหล่งก่อการร้ายและสั่งปิด การต่อสู้เพื่อพิทักษ์มรดกทางวิถีประชาราษฎร์ (ผลักดันให้มีการจัดการสอนภาษาอาหรับผ่านระบบการศึกษาทางไกลกับมหาวิทยาลัยนานาชาติมาดีนะฮ์และคัดค้านนโยบายปิดโรงเรียนปอเนาะ) ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย หรือ การเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่พี่น้องมลายู ฯลฯ นอกจากประเภทงานร้อนแล้วเขาได้พยายามกระชับพื้นที่ประสานความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนฝ่ายรัฐ (การเมือง กองทัพ ฝ่ายปกครอง) กับผู้นำศาสนาอย่างแยบคาย ทั้งนี้ ไม่นับน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เขาให้การอุดหนุนทางการศึกษาและประกอบอาชีพซึ่งไม่น่าจะน้อยกว่าหลักพันคน
 
เมื่อครั้ง นายพงศ์จรัส รวยร่ำเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในหลายเรื่อง และเป็นผู้ริเริ่มโครงการฝึกอาชีพและปรับทัศนคติให้กับผู้ต้องสงสัยในคดีก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกดำเนินคดีจากทางการ แม้โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อตัวเขาก็ตาม แต่เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดยืนที่มั่นคงและความกล้าหาญทางจริยธรรมที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นสำคัญกว่าตนเอง 
 
ปัจจุบันนายพงศ์จรัส รวยร่ำได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของกองทัพภาคที่ ๒ และที่ปรึกษาอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา  ศาลอาญาธนบุรี และเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบันการศึกษา จึงเป็นเครื่องรับรองคุณภาพได้เป็นอย่างดี
 
จากปฏิปทาที่ผ่านมาทำให้เชื่อว่า นายพงศ์จรัส รวยร่ำ ไม่ใคร่ใส่ใจต่อลาภ เกียรติยศ และการสรรเสริญ แต่ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาต่อวงการกฎหมายไทยในปัจจุบัน ยิ่งประจักษ์ว่า นักกฎหมายที่มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณเพื่อสาธารณะเช่นนายพงศ์จรัส รวยร่ำนั้น นับเป็นแบบอย่างของ "นักนิติสามัญสำนึกศาสตร์" ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทยประดุจแสงไฟเพื่อส่องทางให้แก่ประชาราษฎร์ผู้ทุกข์ระทม จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเป็น ผู้ที่เหมาะสมกับการประกาศเกียรติคุณรางวัลเกียรติยศสันติประชาธรรมสำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคมตามแนวทางของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยิ่งนัก 
 
ที่มา: Sulak Sivaraksa 
 

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขึ้นเงินเดือน 32 ขรก.ในพระองค์ให้ได้รับขั้นต่ำของระดับ เป็นพิเศษเฉพาะราย

ขึ้นเงินเดือน 32 ขรก.ในพระองค์ให้ได้รับขั้นต่ำของระดับ เป็นพิเศษเฉพาะราย

Author by  6/08/12No Comments »
 

มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในพระองค์ให้ได้รับขั้นต่ำของระดับลงในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุมัติให้สำนักพระราชวังดำเนินการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในพระองค์ให้ได้รับขั้นต่ำของระดับ เป็นพิเศษเฉพาะราย จำนวน ๓๒ ราย ดังนี้

๑. พันตำรวจเอก ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๒,๒๙๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน๕๖,๓๘๐ บาท

๒. พลเรือตรี ทศนุ เชียงทอง ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๓,๒๑๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๓. พลอากาศตรี สุรศักดิ์ กนิษฐานนท์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๙,๘๗๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๔. พลอากาศตรี ธวัชชัย ศรีแก้ว ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๕๑,๕๔๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๕. พลตรี ศักดา พลอยไป ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๖,๔๑๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๖. ร้อยเอก ไพบูลย์ สุขเจตนี ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๒,๔๓๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๗. พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๖,๖๓๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๘. พันโท สมชาย กาญจนมณี ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๔,๗๙๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๙. นายพิพัฒน์ ประทุมทัย ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๙,๑๖๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๑๐. พลอากาศตรี สรชัย ชีวะกลินศักดิ์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับสูง ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๕๒,๙๙๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๖,๓๘๐ บาท

๑๑. นางวิมล ทองพายัพ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๒๘,๙๕๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๒. พันตำรวจเอก เฉลิมเกียรติณรงค์ วงศ์ธนู ประจำสำนักพระราชวังพิเศษประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๘,๙๗๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๓. นายเจนจบ อมาตยกุล ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๓,๓๑๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๔. พันตรีหญิง ทรรศน์จันทร์ ศรีอรุณ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๒,๙๓๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน๕๑,๑๔๐ บาท

๑๕. พันเอก สมนึก สีสังข์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๘,๖๗๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๖. นายวิวัฒน์ เชาว์วานิชย์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๙,๘๓๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๗. พันเอก เสกศิลป์ แสงศร ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๔๔,๘๑๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๘. นาวาเอก สุเทพ บุรณศิริ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๘,๒๗๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๑๙. พันเอก ราชรักษ์ ฝนมณี ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๕,๙๘๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๐. นาวาอากาศเอก ชนินทร ศรีสวัสดิ์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๗,๘๘๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน๕๑,๑๔๐ บาท

๒๑. นายเจริญศักดิ์ คารีขันธ์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๕,๐๗๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๒. นายมนัส เสือเปลี่ยว ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับต้นราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๐,๔๐๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๓. นายเพ่ง ประทุมทัย ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๐,๑๓๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๔. พันตำรวจโทหญิง เจษรินช์ โชติกลาง ประจำสำนักพระราชวังพิเศษประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๐,๕๒๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๕. พันโท ไพบูลย์ ผจญแกล้ว ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๗,๖๕๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๖. พันตำรวจโทหญิง ชนาธิปติ์ บุญพร้อมอาษา ประจำสำนักพระราชวังพิเศษประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๖,๕๑๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๗. พันเอก สมมารถ ทัศนวงค์วรา ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๘,๖๗๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน๕๑,๑๔๐ บาท

๒๘. พันโท สุรเดช เกษมมงคล ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๖,๖๔๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๒๙. นายสะรัล เพิ่มสิน ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหารระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๙,๒๐๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๓๐. นาวาเอก ธรรมรงค์ สุวรรณกูฏ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๙,๕๓๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน๕๑,๑๔๐ บาท

๓๑. เรืออากาศเอก บุญเพ็ญ มงคลประเสริฐ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๒๙,๖๖๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

๓๒. นาวาอากาศโทหญิง สุรัญชนา เกษมจิตต์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษประเภทบริหาร ระดับต้น ราชการบริหารส่วนกลาง เงินเดือน ๓๑,๐๕๐ บาท ปรับให้ได้รับเงินเดือน ๕๑,๑๔๐ บาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี


วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

'วิทยา'ปิ๊งไอเดียตั้ง'อโรคยศาล'ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังนำร่อง 5 รพ.

 


alt
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ชูไอเดีย ตั้งอโรคยศาล  พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ร่างกายพิการจากอุบัติเหตุและจากโรคเรื้อรัง

เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ทั้งในเขตเมืองและชนบท แบบครบวงจร ซึ่งในอนาคตผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีเพิ่มมากขึ้น โดยนำร่องต้นแบบในโรงพยาบาล 5 แห่งแรกในประเทศ ได้แก่ รพ.อู่ทอง รพ.ขุนหาญ รพ.จอมทอง รพ.ห้วยยอด และสถาบันการแพทย์แผนไทย ยศเส  กทม. ใช้งบลงทุน 54 ล้านบาท คาดเริ่มบริการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

 

นายวิทยา  บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนารูปแบบการดูผู้ที่มีความพิการจากเจ็บป่วย โดยเฉพาะจากอุบัติเหตุจราจร และจากโรคเรื้อรัง เช่นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดปัญหาตีบหรือแตก ทำให้เกิดความพิการ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งพิงผู้ดูแลตลอดวัน     ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 2 ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 1 ล้านราย และแนวโน้มจะมากขึ้นในอนาคตจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่การที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และประชาชนป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น และไม่สามารถทำได้ด้วยการทุ่มทรัพยากรเข้าไปในระบบเดิม จำเป็นต้องสังเคราะห์ระบบใหม่และพัฒนาทีมงานที่เอื้อต่อการดูแลโรคเรื้อรัง จากการวิเคราะห์ล่าสุดในปี 2553 จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังทั่วประเทศมี 1.7 ล้านกว่าราย   ขณะที่ในปี 2551 มีผู้ป่วย 1.4 ล้านกว่าราย หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ร้อยละ 19  คาดว่าในปี 2558 ค่ารักษาโรคเรื้อรังของประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึงปีละ 52,000 ล้านบาท 

นายวิทยา กล่าวว่า ในการพัฒนารูปแบบดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ใช้ชื่อว่า อโรคยศาล  ซึ่งนำร่อง 5 แห่งในประเทศ ภาคละ 1 แห่ง ได้แก่ 

1.โรงพยาบาลขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 

2.โรงพยาบาลจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 

3.โรงพยาบาลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 

4.โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง และ

ที่สถาบันการแพทย์แผนไทย  ยศเส  กรุงเทพมหานคร 

ใช้งบลงทุน 54 ล้านบาท ได้ให้กรมสนับสนุนบริการ พัฒนาอาคารสถานที่ที่เหมาะสม  เครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น 

ทางด้านนายแพทย์อภิชัย  มงคล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  รูปแบบบริการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังของอโรคยศาล จะอาศัยปัจจัยสำคัญ 2 ส่วน คือ การจัดระบบบริการสุขภาพของสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ  ทั้ง สถานที่  เครื่องมือ อุปกรณ์ ทีมสหวิชาชีพในการดูแลประมาณ 12 คนเป็นอย่างน้อย  เช่น แพทย์  พยาบาล  เจ้าหน้าที่กายภาพบำบัด เจ้าหน้าที่แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นักโภชนาการ ผู้ช่วยเหลือในการดูแลจากชุมชน โดยเชื่อมโยงกับชุมชน หมอพื้นบ้าน เพื่อการสนับสนุนทรัพยากรในชุมชนให้เอื้อต่อการดูแลผู้ป่วยพิการ  เพื่อให้เกิดการสนับสนุนตนเอง และความสามารถในการดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม   เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน   

นายแพทย์อภิชัยกล่าวต่อไปว่า  ลักษณะเฉพาะของอโรคยศาล  เป็นอาคารชั้นเดียว  ระบบระบายอากาศดี และแยกเป็นการเฉพาะออกจากหอผู้ป่วยทั่วไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยเรื้อรังจะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ  เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย ภายในอาคารมีทั้งห้องผู้ป่วยรวมและห้องพิเศษ ห้องสันทนาการเพื่อทำกิจกรรม ห้องปฐมพยาบาล ห้องกายภาพบำบัด ห้องศาสนบำบัด คาดว่าจะเริ่มให้การดูแลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป  และจะประเมินผลในอีก 1 ปี เพื่อดำเนินการต่อในพื้นที่อื่น 

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=132385&catid=176&Itemid=524

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

The China Syndrome : ปิดข่าวไว้ก่อน เจ้าของสื่อสั่งไว้

The China Syndrome : ปิดข่าวไว้ก่อน เจ้าของสื่อสั่งไว้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับจีนตามชื่อหรือมีจีนเป็นผู้ร้ายเหมือนผลงานฮอลลีวู๊ดหลายเรื่องแต่อย่างไร

ภาพจาก Wikipedia

หากแต่เป็นเรื่องของสื่อ ผู้บริหารสื่อ กับวิจารณญาณจรรยาบรรณว่าประชาชนควรจะได้รับข้อมูลข่าวสารหรือไม่ อย่างไรเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง ซึ่งในที่นี้คือ อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ความปลอดภัยในอาหารและอื่นๆ ไปอีกหลายชั่วคน โดยทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการปกปิดบิดเบือนความจริงของผู้บริหารโรงไฟฟ้า และการเอนเอียงเข้าข้างโรงไฟฟ้าของเจ้าหน้าที่รัฐ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอเข้าชิงหลายรางวัลหลังจากออกฉายเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1979 และยิ่งถูกทำให้โด่งดังขึ้นไปอีกเมื่อเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นจริงๆที่ Three Mile Island ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุสาธารณะที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเพียง 12 วัน หลังจากหนังออกสู่สายตาสาธารณะชนในสหรัฐอเมริกา และถูกนำกลับมากล่าวถึงใหม่หลังจากเหตุการณ์อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ Fukushima ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีความคล้ายของเหตุการณ์ ยังไม่นับว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ไกลตัวคนไทยนักตราบเท่าที่ผู้วางแผนนโยบายพลังงาน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าต่างๆ สภาอุตสาหกรรม บรรณาธิการ นักข่าวสายพลังงานและอุตสาหกรรมยังเดินทางไปดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่างประเทศตามคำเชิญของเหล่านักอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นว่าเล่น โดยเฉพาะยุคนี้ที่พลังงานนิวเคลียร์ถูกเอากลับมาปัดฝุ่นชูเป็นทางออกของการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

เรื่องเริ่มจากนักข่าวทีวีสาว Kimbery Wells ที่แสดงโดยดาราชื่อดัง Jane Fonda ผู้มีหน้าที่แสวงหาข่าวสีสันเบาสมองมาออกช่วงปิดท้ายข่าวประจำวัน ได้รับการมอบหมายให้ไปเยี่ยมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองที่สถานีตั้งอยู่และสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าให้พูดถึงความสำคัญและความปลอดภัยของการผลิตไฟฟ้าโดยพลังงานนิวเคลียร์ โดยเธอมี Michael Douglas สมัยเป็นหนุ่มหล่อในบทของ Richard Adams ช่างภาพมือดีของสถานีไปด้วย เจ้ากรรมขณะที่ทั้งคู่กำลังสัมภาษณ์และมองไปยังห้องควบคุมปฏิกรณ์ ก็เกิดการสั่นไหวในอาคาร และเห็นเจ้าหน้าที่ในห้องแสดงอาการตกใจและพยายามแก้ไขสถาการณ์ นักข่าวสาวได้รับคำอธิบายเพียงว่านี่เป็นเหตุการณ์ปกติของการเดินเครื่องปฏิกรณ์ แต่ช่างภาพผู้มากประสบการณ์ได้กลิ่นว่านี่อาจเป็นข่าวใหญ่ จึงแอบบันทึกภาพความโกลาหลในห้องควบคุม ทั้งๆที่โรงไฟฟ้ามีกฏห้าม แต่เมื่อทั้งคู่กลับมาถึงสถานีและรายงานต่อบรรณาธิการว่ามีข่าวใหญ่กลับถูกห้ามออกอากาศโดยผู้บริหารระดับสูงของสถานี โดยมีฉากผู้จัดการประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าได้เข้าพบผู้บริหารสถานีก่อนหน้านั้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในไทยที่ผู้บริหารสื่อมีความสนิทสนมและได้รับงบประมาณจากหน่วยงานที่สนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศมาจัดกิจกรรมลดโลกร้อนต่างๆนานา

ขณะที่นักข่าวสาว Kimbery ได้รับการปลอบใจผู้บริหารของสถานีว่าเธออาจจะได้หลุดจากแวดวงข่าวเบาๆและเลื่อนขั้นไปทำข่าวที่มีเนื้อหาสาระอย่างที่เธอใฝ่ฝัน ช่างภาพ Richard กลับไม่ยอมแพ้ โดยขโมยม้วนฟิลม์ที่ถูกห้ามออกอากาศไปให้นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ดูเพื่อหาคำยืนยันในความอันตรายของเหตุการณ์และความจำเป็นในการให้ผู้คนได้รับรู้ข้อมูลเพื่อเตรียมตัวรับมือ ซึ่ง Richard ก็ได้รับการยืนยันว่าหากควบคุมไม่ได้นี่อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า China Syndrome

ปรากฏการณ์ China Syndrome สถานการณ์จินตนาการในหนังที่เชื่อว่าเมื่อมีการเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ร้ายแรงจนถึงจุดหนึ่งแท่งปฏิกรณ์จะหลอมละลายทะลุเปลือกโลกไปโผล่ที่ทวีปฝั่งตรงกันข้ามกับอเมริกาซึ่งก็คือตำแหน่งของประเทศจีนอันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง

Kimbery กลับมาสนใจขุดคุ้ยเรื่องอุบัติเหตุนี้อีกครั้งเมื่อหัวหน้าวิศวกรผู้ควบคุมโรงไฟฟ้าแสดงความกังวลเมื่อคำขอที่ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าถูกปฏิเสธโดย้ผู้บริหารเพราะไม่ยอมลงทุน ยิ่งไปกว่านั้นเขาพบว่าก่อนหน้านั้นมีการปลอมแปลงเอกสารที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าโดยแผนกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะส่งผลร้ายแรงต่อการเดินเครื่องต่อไป แต่เมื่อหัวหน้าวิศวกรพยายามพูดความจริงกลับถูกขู่เขาจึงเข้าหานักข่าวอย่าง Kimbery ซึ่งก็ถูกผู้บริหารโรงไฟฟ้าขัดขวางทุกวิถีทางที่จะให้เกิดการรายงานข่าวจนถึงกับนำไปสู่การที่หัวหน้าวิศวกรถูกตำรวจยิงตายก่อนจะได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญ

เป็นที่น่าสะกิดใจว่าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้างมากว่า 30 ปีแล้ว ข้อปะทะถกเถียงระหว่างผู้สนับสนุนและต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ไม่ได้ต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไม่มีวิธีการเก็บกากเชื้อเพลิงที่มีกัมมันตรังสีอันตรายที่แน่ใจได้ถึงความปลอดภัยในระยะยาว การผิดพลาดโดยฝีมือมนุษย์ที่เกิดได้ตลอดเวลาทั้งจากการรู้และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ว่าเทคโนโลยีจะทันสมัยแค่ไหน และอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทบทุกครั้งที่เกิดขึ้นทั้งที่ไม่เป็นข่าวและเป็นข่าวเพราะใหญ่จนปิดไม่ไหวก็มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดโดยคนแทบทุกครั้ง ผู้ไม่เห็นด้วยกับการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยพูดอยู่เสมอว่ารัฐบาลไทยแค่จะสร้างสนามบินให้รันเวย์และทางวิ่งไม่แตกบ่อยๆ ยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับอะไรที่มีความเสี่ยงกว่าหลายร้อยเท่าอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนที่ส่วนใหญ่จะเป็นไปในด้านเดียวจากผู้สนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนที่มีกำลังทรัพย์ ยังมีใครจำได้ไหมว่ารัฐบาลไทยเคยจัดสรรงบกี่ร้อยล้านบาทเพื่อประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์แม้โครงการยังอยู่ในขั้นศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น

การที่ประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องผ่านสงครามข้อมูลข่าวสารขนานใหญ่ ซึ่งบทบาทสื่อมีความสำคัญอย่างมาก ขอเพียงสื่อมวลชนและผู้บริหารสื่อทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามจรรยาบรรณ (ซึ่งก็ยังน่าสงสัยอยู่ว่าจะทำได้ขนาดไหนในยุคนี้ที่ผู้บริหารสื่อท่องคาถาว่าสังคมไม่ต้องการเนื้อหามากจากข่าวคุณภาพเชิงลึก) สังคมไทยก็น่าจะเกิดการถกเถียงอย่างมีข้อมูลและนำไปสู่การตัดสินใจเรี่องสำคัญนี้อย่างชาญฉลาดต่ออนาคตของประเทศ

http://www.mediainsideout.net/commentary/2012/07/19
 

ศึกสายเลือดคนดีเขย่า TPBS / ใบตองแห้ง 13 ก.ค.55

 

ศึกสายเลือดคนดีเขย่า TPBS

เผลอแป๊บเดียว TPBS หรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ก็ก่อตั้งมาได้ 5 ปีแล้วนะครับ ซึ่งแปลว่าเราได้ใช้เงิน "ภาษีบาป" สร้างทีวีของคนชายขอบ ริมขอบ ตกขอบ ไปมากกว่า 10,000 ล้านบาท

แต่แหม แค่ได้ดู ณาตยา แวววีรคุปต์ เอา NGO กับชาวบ้านมาออกเวทีสาธารณะวันละโหล ก็คุ้มแล้วครับ รายการอย่างนี้จะไปหาสปอนเซอร์ได้ที่ไหน เพราะจัดช่องไหนก็ไม่มีคนดู (อ้าว)

รายการดีๆ อย่างนี้ TPBS ทุ่มทุนสร้างอย่างคุ้มค่าภาษีบาป กระทั่งมีเสียงเล่าอ้างว่า เมื่อตอนน้ำท่วมภาคใต้ บังเอิ๊ญทีมช่างภาพขาด ไม่พอถ่ายทำ "เวทีสาธารณะ" ทางสถานีต้องเรียกทีมรายงานสดน้ำท่วมภาคใต้ขึ้นมา ยกเลิกรายงานสดไปเลย ภูมิปัญญาชาวบ้านสำคัญกว่า คริคริ

เผลอแป๊บเดียว เทพชัย หย่อง ก็จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ TPBS ครบวาระในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 นี้ ซึ่งอันที่จริง "เฮียสิ่ว" แกรับตำแหน่งมาตั้งแต่ 15 มกราคม 2551 แต่ตอนนั้นแค่รักษาการ แล้วจึงได้รับเลือกให้เป็น ผอ.อย่างเป็นทางการเมื่อ 10 ตุลาคม.2551

ตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ที่รัฐบาลขิงแก่ยึดไอทีวีมาตั้ง TPBS ต้องสรรหา ผอ.ใหม่ พี่หมอพลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบาย ออกประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ผอ.TPBS ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2555 โดยกำหนดระยะเวลารับสมัครคั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งแปลว่าปิดรับสมัครไปเรียบร้อยแล้ว

แม้ TPBS จะยังไม่ประกาศเป็นทางการว่ามีใครสมัครบ้าง แต่ก็รู้กันแซ่ด ว่ามี 4 คน ได้แก่ เฮียสิ่วเจ้าเก่า, สมชัย สุวรรณบรรณ ณ BBC ผู้สร้างเซอร์ไพรส์ ลาออกจากกรรมการนโยบายมาสมัคร ผอ.ทั้งที่เหลือวาระดำรงตำแหน่งอีก 2 ปี, วสันต์ ภัยหลีกลี้ รอง ผอ.ด้านปฏิบัติการ อดีต ผอ.อสมท.และ ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ ภาควิชาศิลปะการละคร อักษรศาสตร์ จุฬาฯ มือเขียนบทละครช่อง 3 เจ้าของรางวัลนับไม่ถ้วน หนึ่งในกรรมการบริหาร TPBS

คนในล้วนๆ เลยครับ จะเปรียบเป็น "ศึกสายเลือด" ก็ได้

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับแม่บ้าน TPBS ยังรู้ว่า ศึกครั้งนี้ชิงชัยกันระหว่างสมชัยกับเทพชัย BBC Vs Nation เท่านั้น โดยฝ่ายแรกต่อครึ่งควบลูก ไม่มีใครรอง ขณะที่วสันต์ ภัยหลีกลี้ ต้องหลีกลี้หนีภัยสถานเดียว วสันต์ได้เป็นรอง ผอ.เพราะเฮียสิ่วหิ้วมา ขณะที่สมชัยก็เป็นหัวหน้าเก่า ณ BBC เพียงแต่ตอนแรก ทั้งคู่กั๊ก ไม่บอกว่าจะสมัคร วสันต์ถามเฮียสิ่วครั้งแล้วครั้งเล่า ก็กบไต๋อยู่นั่นแหละ วสันต์จึงยื่นใบสมัครไปก่อน แต่พอสมชัยลาออกลงสมัคร เฮียสิ่วก็ประกาศ กรูอยู่เฉยไม่ได้แร้ว ขอลุย

เจอรุ่นใหญ่เขาดวลกันอย่างนี้ ก็น่าเสียดาย วสันต์ไม่ถอนตัวก็เหมือนถอน วสันต์เนี่ยถึงใครจะมองว่ารุ่งมณี เมฆโสภณ ส่งเข้าประกวด แต่เป็นมืออาชีพด้านข่าว ทัศนะส่วนตัวส่วนเมียอาจมีผลบ้าง แต่ไม่ถึงกับสุดขั้วสุดโต่ง แถมวสันต์ยังไม่เล่นการเมืองในสำนักงาน ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่สร้างอาณาจักร

ส่วน ผศ.นลินี เจอ 2 บิ๊กประกบแบบนี้ก็เป็นแค่ไม้ประดับ คนในเล่าว่า TPBS อยากให้เธอเข้ามาช่วยงานละคร ที่ไหนได้ เธอกลับอยากคุมข่าว เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับนคร ชมพูชาติ ทนายความก๊วน สุวัตร อภัยภักดิ์, นิติธร ล้ำเหลือ (เคยเป็นทนายให้กบฏไอทีวี) เป็น 2 ตัวแทนอย่างไม่เป็นทางการของพี่น้องเอ๊ยฮาร์ดคอร์ในคณะกรรมการบริหาร

คนดีเขาเตะตัดขากัน

ถามว่าทำไมสมชัยต่อครึ่งควบลูก ก็ต้องย้อนไปดูว่า กรรมการนโยบายของ TPBS มี 9 คน ตามกฎหมายเมื่อครบ 2 ปีต้องจับสลากออก 2 คน โดยกรรมการชุดแรกตั้งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2551 ได้แก่ อ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ประธาน, อ.จอน อึ๊งภากรณ์, สมชัย สุวรรณบรรณ, เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, จินตนา พันธุฟัก, มัทนา หอมละออ , รศ.อรศรี งามวิทยาพงศ์ และกมล กมลตระกูล

เมื่อครบ 2 ปีวันที่ 2 สิงหาคม 2553 สี่คนแรกถูกหวยต้องออกไป แต่สมชัยได้รับเลือกเข้ามาใหม่ พร้อมกับ ผศ.จุมพล พูลภัทรชีวิน, รศ. มาลี บุญศิริพันธ์ และศิริชัย สาครรัตนกุล คราวนี้ หมอพลเดชเป็นประธาน ฉะนั้นเมื่อถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2555 ห้าคนที่เหลืออยู่จากชุดแรกก็ต้องครบวาระ และต้องสรรหาใหม่

ซึ่งตอนนี้ก็มีประกาศรับสมัครกรรมการนโยบายแล้ว คณะกรรมการสรรหาจาก 15 องค์กรที่กฎหมายกำหนด เลือก สัก กอแสงเรือง เป็นประธาน อ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. เป็นเลขานุการ เปิดรับสมัครกรรมการนโยบาย ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 8 กรกฎาคม ปิดรับสมัครไปแล้วยังไม่รู้ผลว่ามีใครสมัครมั่ง

แต่มีตลกร้ายจะเล่าให้ฟัง คือมีคนไปสมัครวันที่ 7 กรกฎาคม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับสมัคร เพราะเป็นวันเสาร์ วันที่ 8 เป็นวันอาทิตย์ พอพลิกไปดูประกาศก็บอกว่าให้สมัครได้ "ทุกวัน (เว้นวันหยุดราชการ)" เออ แล้วจะเปิดรับสมัครถึงวันที่ 8 ทำไมให้ป่วยการ

คุณสักแกชอบนับวันผิดอย่างนี้ มิน่าเล่า ถึงโดน กกต.แจกใบแดง คริคริ

คณะกรรมการสรรหาจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งผู้ผ่านการพิจารณาจะต้องไปแสดงตนและวิสัยทัศน์ด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการสรรหา ในวันที่ 27 กรกฎาคม

สังเกตอะไรไหมครับ คณะกรรมการนโยบายชุดใหม่จะเข้ามาวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่เฮียสิ่วจะครบวาระวันที่ 9 ตุลาคม เหลือเวลาอีกตั้ง 2 เดือน 7 วัน ทำไมคณะกรรมการนโยบายชุดเดิมจึงต้องรีบสรรหาผู้อำนวยการ ก่อนที่ตัวเองจะพ้นจากตำแหน่ง

มิหนำซ้ำ สมชัย สุวรรณบรรณ ยังลาออกจากคณะกรรมการนโยบายมาลงสมัครเอง ถามว่ากรรมการนโยบายที่เหลือ 8 คนจะเลือกใคร ระหว่างคนกันเองอย่างสมชัยกับเฮียสิ่ว ซึ่งแหล่งข่าวระดับแม่บ้านคนขับรถยังรู้ว่า กินเกาเหลากับกรรมการนโยบายอยู่เนืองๆ

นี่ถึงแม้แหล่งข่าวระดับสูงหน่อย 170 ซม.จะยืนยันว่า สมชัยนิสัยฝรั่ง BBC ไม่ได้ล็อบบี้ใครเลย ก็ยังต่อครึ่งควบลูกไม่มีคนกล้ารอง

ศึกครั้งนี้สนุกแน่ เพราะพนักงานระดับสูง ยกเว้นฝ่าย Admin ส่วนใหญ่เฮียสิ่วเอาเข้ามา ก็ถือหางเฮียสิ่ว แต่พวกพนักงานระดับล่าง ว่ากันว่าถ้าให้พนักงานโหวตเลือก ผอ.ได้ สมชัยเป็นต่อถึง 10-1 (แทง 10 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) เพราะพนักงานระดับล่างอึดอัดเต็มแก่ อยากให้ใครก็ได้เข้ามา "ล้างบาง" พวก นขต.(หน่วยขึ้นตรง)

แต่แม้สมชัยจะเป็นต่อทุกด้าน ก็ใช่ว่าจะคล่องคอ เพราะอาการรุกลี้รุกลนไม่ยอมรอกรรมการชุดใหม่ของกรรมการนโยบายดังกล่าว ทำให้เฮียสิ่วลั่นวาจาไว้แล้วว่า แพ้เมื่อไหร่กรูฟ้องแน่

มีอย่างที่ไหน กรรมการนโยบายจะพ้นวาระ 2 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหา 24 กรกฎาคม แต่ปิดรับสมัคร ผอ.วันที่ 4 กรกฎาคม จะประกาศชื่อ ผอ.คนใหม่ภายในวันไหนก็ไม่บอก งุบงิบงุบงิบ ตำแหน่งนี้เฮียสิ่วแกหวงของแกนะเออ เพราะเป็นเก้าอี้เทวดาประทาน พรบ.ที่ร่างโดยอาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ณ TDRI ไม่ยักกำหนดคุณสมบัติ ผอ.ว่าต้องจบปริญญาตรี ทั้งที่ปกติ ผอ.องค์กรระดับนี้ต้องจบปริญญาตรี คนในวงการสื่อที่พอจะทำหน้าที่นี้ได้ ก็มีแต่เฮียสิ่วนี่แหละที่ไม่จบปริญญาตรี

อย่างว่า ความรู้ความสามารถไม่ได้วัดกันด้วยปริญญา ใบตองแห้งก็ไม่จบปริญญา สมัคร ผอ.TPBS ได้เหมือนกัน 555

จิ้งจกข้างตึก TPBS ทักว่า หลังจากพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดตึกในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้แล้ว หมดพิธีมงคล ก็จะเป็นวันดีเดย์ ลุยกันตึกระเบิดแน่ โดยพนักงานระดับล่างที่อึดอัด ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการแบ่งก๊กแบ่งเหล่ามา 4-5 ปี กำลังรอโอกาส รอสุญญากาศอำนาจ เพื่อเสนอปัญหาต่อสังคมเช่นกัน

ไม่มีที่ว่างให้คนนอก

ที่บอกว่าสงครามคนดี เพราะเรื่องนี้ไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเลยนะครับ แล้วก็ไม่มีสีแดงเข้าไปปะปน เพราะเป็นที่รู้กัน เฮียสิ่วมาจากค่ายเนชั่น สมชัย สุวรรณบรรณ ก็เป็นเจ้าของวาทกรรมประณามสื่อใหม่เป็น "สื่อชนเผ่า"

ใน TPBS ไม่มีสีแดง ถ้ามีก็แตงโม หลบๆ ซ่อนๆ เพราะถึงแม้เฮียสิ่วโพสต์เฟซบุคกลางๆ แต่ "คนพิเศษ" ที่บ้าน ว่ากันว่าโพสต์เฟซบุคยังกะวรกร จาติกวณิช (เฮียสิ่วเคยเขียนถึง "บุคคลพิเศษ" ในคำนำหนังสือบทสุดท้ายทีวีเสรีปี 2543 ไปหาอ่านกันเอง โคตรซึ้งเลย)

ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 นักข่าวสาวรายหนึ่ง รายงานสถานการณ์ตามความจริงสี่แยกคอกวัว หยิบลูกกระสุนขึ้นมาชูหน้ากล้อง บอกว่าเป็นกระสุนที่ยิงมาจากทหาร โดนฝ่ายบริหารด่ายับ เบรคต่อมา ถูกบังคับให้รายงานข่าวตามที่โต๊ะข่าวเขียนให้ วันรุ่งขึ้นเธอลาออกเลย

พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ฉบับสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ล็อกสเปกกรรมการสรรหากรรมการนโยบายไว้แล้ว ว่าต้องมาจากองค์กรสื่อ และองค์กร ส.ในเครือข่ายหมอประเวศ แบบเดียวกับ สสส.นั่นเอง

กรรมการสรรหามาจาก 15 องค์กร ได้แก่

  1. ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
  2. นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  3. นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ 
  4. ประธานสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย 
  5. ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน 
  6. ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค
  7. ประธานสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์
  8. ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 
  9. นายกสภาทนายความ
  10. ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
  11. ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  12. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 
  13. ปลัดกระทรวงการคลัง 
  14. ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  15. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

มีตัวแทนราชการที่ฝ่ายการเมืองอาจสั่งได้คือ 4 ปลัดกระทรวง นอกนั้นมาจาก "ภาคประชาสังคม" ทั้งหมด

โอเค ภาพลักษณ์เหมือนดูดี แต่คำถามคือ 11 องค์กรที่ว่านี้เป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศจริงหรือเปล่า แม้แต่จะบอกว่าเป็นตัวแทนสื่อและ NGO ก็เหอะ เป็นตัวแทนจริงหรือเปล่า

ทำไมต้องเด็ก เยาวชน คนพิการ ถามว่าผู้ใหญ่ไม่พิการไม่ได้เป็นเจ้าของ TPBS หรือ พูดอย่างนี้อาจจะสุดขั้วไปหน่อย แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากเป็นทีวีของคนชายขอบ ก็แปลว่าคุณไม่สนใจเข้าถึงผู้ชมกระแสหลักเลยหรือไร

ทำไมต้องนายกสภาทนายความ ทำไมไม่ใช่แพทยสภา หรือวิศวกรรมสถาน หรือองค์กรวิชาชีพครู ฯลฯ วิชาชีพทนายความเป็นเจ้าของสื่อสาธารณะมากกว่าวิชาชีพอื่นหรือ

ถ้าพูดเฉพาะองค์กรวิชาชีพสื่อ เอาละ ดูเหมือนเราจะมีประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กับนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จริงๆ แล้วมาจากผู้บริหารหนังสือพิมพ์นะครับ ไม่ได้มาจากนักหนังสือพิมพ์ทั้งหมด สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พูดให้ถึงที่สุดก็ยังเป็นแค่ "สมาคม" ของนักข่าวส่วนหนึ่ง นักข่าววิทยุโทรทัศน์ไม่ได้เป็นสมาชิกทุกคน คล้ายๆ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ คือมีนักข่าวก๊วนเดียวทำกิจกรรมอยู่ ผลัดกันเป็นนายกสมาคม ผลัดกันเป็น ผอ.สถาบันอิศรา

ทั้งสององค์กรไม่ได้เป็นผู้แทนวิชาชีพสื่ออย่างเป็นทางการ ไม่ได้มีกฎหมายรองรับ แต่กลับมีอำนาจมาสรรหากรรมการนโยบาย ดูแลงบประมาณทีวีสาธารณะปีละ 2,000 กว่าล้าน

ผมเชื่อว่าต่อไป เก้าอี้ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ เก้าอี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ จะหอมหวานมีความหมายขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่อมีอำนาจซะขนาดนี้ (แต่ต้องเป็นให้ถูกปีนะครับ เขาสรรหากันปีเว้นปี)

นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์  นี่ยิ่งไปกันใหญ่ ปัจจุบันก็คือจำนรรค์ ศิริตัน จาก JSL ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนวิชาชีพละครหลังข่าวและรายการลุ้นโชคชิงแชมป์ สมาพันธ์นี้มีงานประจำคือแจกรางวัล "นาฏราช" ที่คงจำกันได้ว่าพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ขึ้นเวทีเมื่อ 2 ปีก่อน

ในอีกแง่หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นตัวแทนผู้ผลิตรายการเชิงพาณิชย์เพื่อผู้ชมกระแสหลัก แต่มันก็ตลกพิกลที่เศรษฐีเศรษฐินีทีวีมานั่งอยู่กลางวง NGO (น่าจะส่งปัญญา นิรันดร์กุล มาเป็นตัวแทน Got Talent กรรมการนโยบาย)

ตัวแทนองค์กรเกี่ยวกับสื่อรายสุดท้าย ที่ทำให้งงที่สุด คือประธานสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ลอง search อาจารย์กูดูสิครับ ผม search ดูพบว่าสภาสถาบันฯ เคยมีเว็บไซต์ชื่อ www.cmct.or.th แต่เว็บเจ๊งไปแล้ว ปัจจุบันใครเป็นประธานก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า อ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี เคยเป็นประธาน ค้นข่าวดูว่าทำกิจกรรมอะไรบ้าง ก็มีแต่ร่วมกับทรูวิชั่นจัด AF เอ๊ยไม่ใช่ คัดเลือกนักศึกษาไปฝึกงานกับ BBC

ผู้รู้ให้ข้อมูลว่า องค์กรนี้ตั้งขึ้นหลังพฤษภา 35 ในกระแสปฏิรูปสื่อ เป็นเสมือนที่ประชุมคณบดีด้านนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ 80 สถาบัน ช่วงหนึ่งเคยมีบทบาทในการสรรหา กสช. ปัจจุบันกลายเป็นองค์กรตายซาก แต่ยังมีอำนาจสรรหากรรมการนโยบาย TPBS อยู่

นี่เป็นตัวอย่างของการกำหนดองค์กรที่ไม่มีกฎหมายรองรับไว้ในตัวบทกฎหมาย โอเค องค์กรนั้นๆ อาจเป็นตัวแทนภาคประชาสังคมในระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมาก็เสื่อมสภาพไป แบบเดียวกับสมาคมนักข่าวฯ สภาการหนังสือพิมพ์ เมื่อก่อนสื่อกระแสหลักคือผู้ชี้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่รัฐประหาร 19 กันยา เจ๊หยัด-บัญญัติ ทัศนียเวช, ภัทระ คำพิทักษ์, สมชาย แสวงการ ใช้องค์กรสื่อเป็นบันได เข้าไปเป็น สนช.หน้าตาเฉย

องค์กรเหล่านี้กำลังเสื่อมถอยในกระแสสื่อใหม่ สภาการหนังสือพิมพ์ ก็พูดไม่ได้ว่าเป็นตัวแทนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เพราะค่ายมติชนถอนตัวแล้ว เผลอๆ อีก 4-5 ปี กป.อพช.ก็อาจไม่ถือเป็นตัวแทน NGO ทั้งประเทศก็ได้

ช่องทางพิเศษคนดี

ด้วยองค์ประกอบกรรมการสรรหาข้างต้น เราจึงได้กรรมการนโยบายแบบพี่หมอพลเดช ที่เห็น TPBS 

เป็นกระบอกเสียงลัทธิประเวศ ได้กรรมการนโยบายอย่างมัทนา หอมลออ ...อย่าสงสัยทำไมนามสกุลคุ้นๆ อ้าว ก็เมียพี่สมชาย หอมลออ ของเรานี่เอง แต่เธอมีผลงานทำโครงการตาวิเศษ

กรรมการทั้ง 2 ชุดไม่มี "สื่อแท้" เลยซักคน สมชัยอาจเคยทำ BBC แต่เทียบกับสื่อไทยแล้วเหมือนมาจากนอกโลก คนอื่นๆ นอกจาก NGO ก็มีแต่นักวิชาการนิเทศศาสตร์กางตำรา เข้ามาใช้ TPBS กระจายคลื่นความดีที่ไม่มีคนดู แบบทำหนังชีวิตพี่หงวน สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ "บิดา 30 บาท" หมอหงวนแกคนดีจริงๆ นั่นแหละ แต่การทำหนังให้คนอยากดูมันต้องมีอะไรมากกว่าท่องคาถาหมอประเวศ

บางครั้งก็เห็นด้วยนะครับ เช่นตอน อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ตาย TPBS สดุดีอยู่ 3 วัน (นี่ถ้าหมอประเวศตาย คงสดุดี 7 วัน) ผมเห็นด้วยว่าต้องทดแทนสื่อทั่วไปที่ไม่ให้ความสำคัญกับคนดี แต่รูปแบบการนำเสนอควรดึงดูดใจหน่อย

พอคิดกันได้แค่นี้ ก็เลยมีแต่รายการของณาตยา แวววีรคุปต์ (แซวกันว่า ณาตยาเป็น "บิ๊ก" ใน TPBS ใครๆ ก็เกรงใจ เพราะเธอทำรายการให้ผู้มีบารมีเหนือ TPBS ดู ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านดูนะเออ)

นิสัยคนดีอีกอย่างคือ ไม่ไว้วางใจใคร นอกจากคนดีที่ติดสอยห้อยตามกันมา TPBS เดิมก็คือไอทีวี-ของทักษิณ ฉะนั้นเราสามารถแบ่งก๊กใน TPBS ได้ง่ายๆ ว่าพวกไอทีวีเดิมคือ "สมุนคนชั่ว" ไม่ใคร่จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เพียงแต่ที่มีงานทำก็เพราะต้องพึ่งพาทางเทคนิค ส่วนพวกที่เข้ามาใหม่คือสมุน เอ๊ย พวกพ้องคนดี นอกจากนี้ก็ยังมีพวกไม่รู้ I โหน่ I เหน่ส่วนหนึ่ง ที่สมัครเข้ามาตามระบบ ไม่ได้มาตาม "ช่องทางพิเศษสำหรับคนดี"

ที่จริงก็ไม่แปลกหรอกครับ ยกตัวอย่างสาย Admin ฝ่ายการคลัง ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เป็นผมก็ต้องเลือกคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ และคนดีคนซื่อส่วนใหญ่ก็อยู่ในเครือข่ายลัทธิประเวศ คริคริ รู้จักพี่หมอพลเดชมาตั้งนาน ไม่ยักแนะนำให้รู้จักน้องสาว เพิ่งรู้ว่ามีน้องสาว เสียดายแต่งงานแล้วเลยเปลี่ยนนามสกุล คือพรพิมล เสนผดุง เป็น ผอ.ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ TPBS มาแต่ต้น (ย้ำ เป็นมาก่อนพี่หมอพลเดชเป็นประธานนะครับ)

พนักงานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีร่วมยี่สิบ ส่วนใหญ่ก็มาจากพยาบาล ในเครือ 4 ส.5 ส.ของหมอประเวศนั่นแหละ คนดีทั้งนั้น แต่พนักงานฝ่ายอื่นตาร้อน ลักลอบนินทาว่าจ้างพยาบาลมาจับตั๊กแตน เพราะคุณพยาบาลต้องเงินเดือนสูงลิ่วกว่าพนักงานธุรการทั่วไปอยู่แล้ว

หันมาดูฝ่ายข่าว เราก็ว่าไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะเฮียสิ่วแกต้องมีมือมี teen ก็ต้องดึงเอา 

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ จากค่ายเนชั่นที่เคยทำไอทีวีด้วยกัน มาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว 

แล้วก็ดึงโสภิต หวังวิวัฒนา มาเป็นผู้จัดการฝ่ายอำนวยการ สำนักบริหาร ทีวีไทย เป็นต้น 

(เป็นต้นแปลว่ามีอีกเพียบ คริคริ)

ก่อเขตอุตสาหะทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าวอยู่เกือบ 3 ปีนะครับ เพราะหา ผอ.สำนักข่าวตัวจริงไม่ได้ซักที ตามระเบียบ TPBS ต้องมีการสอบ และต้องมีผู้เข้าสอบอย่างน้อย 3 คน ห้ามสอบวิธีพิเศษ ก่อเขตก็เลยไม่ได้เป็น ผอ.สำนักข่าวซักที เพราะไม่มีใครยอมเข้าสอบแข่งกับก่อเขต (อ้าว) จนเมื่อไม่กี่วันนี้เอง จึงมีคำสั่งตั้งก่อเขตเป็น ผอ.สำนักข่าว ท่ามกลางความฉงนฉงาย แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดยืนยันว่าก่อเขตสอบผ่านแล้ว แต่คนนอกพากันสงสัยว่าเขาจัดสอบกันเมื่อไหร่ (วะ) เพราะประกาศในเว็บไซต์ TPBS ลงวันที่ 10 พ.ค.2555 แจ้งผลการคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าว ยังบอกว่าผลการสอบคัดเลือกวันที่ 6 ม.ค.2555 สอบสัมภาษณ์วันที่ 20 เม.ย.2555 นั้น ไม่มีผู้ได้รับการคัดเลือก

ถ้าจริงก็ถือเป็นผลกรรมดีที่ก่อเขตทำไว้ สอบได้เป็น ผอ.ก่อนนายหมดวาระไม่กี่วัน ขอแสดงความยินดีด้วย ฮิฮิ

โสภิตสิ ตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอำนวยการ สำนักบริหาร จะต้องพ้นตำแหน่งไปพร้อมกับเทพชัย แต่ล่าสุดก็มีข่าวว่าโสภิตจะไปเป็นผู้ชำนาญการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารสังคม ทีแรกมีข่าวว่า ผอ.ฝ่ายสื่อสารสังคมจะ (สมัครใจ) ลาออกก่อนเกษียณ ให้โสภิตเสียบ แต่ไปๆ มาๆ ผอ.กลับไม่ยอมสมัครใจออกเสียนี่

ข่าวนี้ยังไม่ค่อยชัวร์ พรรคพวกก็ยังเป็นห่วงโสภิตกันอยู่ ฝากถามเฮียสิ่วว่า หาที่ลงให้โสภิตได้หรือยัง ถ้าได้แล้วจะได้โล่งอก

อยู่องค์กรใหญ่ก็ต้องทำใจละครับ พวกนินทาว่าร้ายมีเยอะ คลื่นใต้น้ำเพียบ ผมมองโลกแง่ดีว่า TPBS เป็นองค์กรก่อตั้งใหม่ ระเบียบการต่างๆ ยังไม่แน่นอน การคัดเลือกคน การสอบ ประเมินผล หลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ยังไม่ชัดเจน อัตราเงินเดือนก็ถ่างกว้างมาก เฮียสิ่ว ผอ.เงินเดือน 2.5 แสน รอง ผอ.หรือ ผอ.สำนัก น่าจะเงินเดือนแสนปลายๆ ถึงสองแสน ที่เหลือก็เป็นพนักงานตั้งแต่หมื่นกว่าไปถึงแสนกว่า เลยมีปัญหาอัตราเงินเดือนที่ลักลั่น แล้วแต่ใครเข้ามาจังหวะไหน ช่องทางไหน พนักงานส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ นขต.ก็อึดอัด ไม่พอใจกับสภาพที่ดำรงอยู่ เป่าหูกันไปเป่าหูกันมา

TPBS ไม่มีความชัดเจนในการประเมินและสอบคัดเลือก หลายคนที่ถูกเคียะออกไปจึงไม่พอใจ ไปตั้งป้อมด่าอยู่ข้างนอก เช่น เถกิง สมทรัพย์ ซึ่งเคยเป็น รอง ผอ.มีบทบาทสำคัญทั้งตอนร่าง พรบ.และตอนก่อตั้ง หวังจะเข้ามาจัดรายการเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ไหนได้ กลับถูกประเมินไม่ผ่าน ทุกวันนี้เฟซบุคเถถิงยังด่า TPBS รายสัปดาห์ สลับกับด่าเสื้อแดงรายวัน (ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ด่าออกบลูสกาย) ล่าสุดก็สนทนากับอัญชลี ไพรีรัก วิพากษ์ "นักค้าความจนใต้หน้ากากเอ็นจีโอ"

"..ไม่อยากสนับสนุนอาจารย์หรือใครก็ตามที่มีความสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเองสูงไปสมัครที่นั่น..ถ้าอำนาจในการสรรหายังคงถูกกำหนดโดยผู้มีบารมีนอกไทยพีบีเอส..แต่ถ้าอำนาจนั้นไม่มีแล้วและต้องการคนเก่งเข้าไปทำงานให้เข้าเป้าทีวีสาธารณะถึงอยากสนับสนุนเข้าไปทำงาน ไม่งั้นเสียเวลาเพราะเขาจะไม่เอา"

"มีเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนมาขอให้แนะนำว่าถ้าจะเสนอรายการไปทีวีไทยทำอย่างไรจะได้รายการ..ตอบโจทย์นี้ไม่ได้เลย เพราะเขามีกรรมการคัดเลือก..แต่น่าจะลองส่งเข้าประกวดเพราะไม่น่าจะยาก..บางรายการได้เพราะพิธีกรๆบางคนมีรายการที่นี่ตั้งแต่ตั้งสถานี เปลี่ยนรายการไปเรื่อยเพราะคอนเนคชั่นดี..บางบริษัทอาศัยมีพิธีกรมารับจ้อบก็ได้โอกาสเสนอรายการและได้โชว์ฝีมือ..บางรายมาด้วยใจและความสร้างสรรค์ล้วนๆก็ได้โอกาส..บางรายการดีไม่ดีไม่ใช่ปัญหาแค่โดนใจก็ได้ทำ..และมีรายการจำนวนมากต่างพิธีกรต่างบริษัทแต่มาจากเครือข่ายของคนเดียวกัน.."

นี่เป็นแซมเปิ้ล ก๊อปมาจากเฟซบุคเถกิง ใครสนใจไปหาอ่านดู เหลืองกับเหลืองเขาฟัดกันมันส์หยด

TPBS ตั้งกรรมการบริหารชุดแรก ได้อาจารย์เจ๋งๆ เช่น อ.นวลน้อย ตรีรัตน์, อ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีสื่อสารฯ มช.และ อ.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ร่วมกลุ่มนิติราษฎร์ (ถ้าเข้ากลุ่มนิติราษฎร์ตั้งแต่ต้นคงไม่ได้เป็น) แต่ต่อมา อ.สดศรีเธอไปกินเกาเหลากับเจ้าแม่รายหนึ่งในกรรมการนโยบาย ก็มีการออกระเบียบใหม่ว่ากรรมการบริหารต้องทำงานเต็มเวลา อาจารย์ 3 ท่านนี้ต้องลาออก

ประหลาดไหมละครับ เพราะตามกฎหมายบอกว่า กรรมการบริหารต้องไม่เป็นข้าราชการประจำหรือทำงานประจำ ยกเว้นอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาอุตส่าห์เปิดช่องไว้แล้วเพื่อดึงคนมีความรู้ความสามารถมาเป็นกรรมการบริหาร ท่านกลับไปออกระเบียบจำกัด ก็เลยได้แค่นี้แหละ

"ตอบโจทย์" สาธารณะ

คำถามที่สาธารณชนจะต้องถามสื่อสาธารณะ TPBS คือ ทำไมกรรมการนโยบายจะต้องเร่งรีบคัดเลือก ผอ.ใหม่ และทำไมจึงมีคนสมัครแค่คนใน 4 คน ภาพลักษณ์ TPBS มันเป็นอย่างไรไปแล้วหรือ

กรรมการนโยบายควรยกเลิกการรับสมัคร ผอ. รอให้กรรมการนโยบายชุดใหม่เปิดรับสมัครใหม่ อย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และให้สาธารณชนมีส่วนร่วม อ้าว ก็สื่อสาธารณะนี่ครับ ไม่ใช่ของกรรมการนโยบาย 9 คน กรรมการสรรหา 15 องค์กร

ถ้าจะให้ดี ก็ TPBS Got Talent จัดให้ผู้สมัครทุกคนมาแสดงวิสัยทัศน์ประชันกัน ทางรายการของ TPBS เอง (แต่ไม่เอาเวทีสาธารณะ คนเยอะไป จับประเด็นไม่ถูก) สมมติเช่น "ตอบโจทย์" ให้คนดูช่วยกันโหวต ให้คนดูกด like ให้คนดูช่วยกันส่งคำถาม ถึงแม้คนตัดสินยังเป็นกรรมการ แต่ถ้าค้านสายตาชาวบ้าน ก็มีหวังถูกโห่

อันที่จริง ควรจะทำตั้งแต่การสรรหากรรมการนโยบายเลยครับ ถ่ายทอดสด  แสดงวิสัยทัศน์กรรมการสรรหาไปด้วยในตัว (บลูสกายยินดีถ่ายทอดให้ฟรีๆ ฮิฮิ)

ทีวีสาธารณะ จะไปทำกระมิดกระเมี้ยนอยู่ทำไม จัดเรียลลิตี้โชว์เลยก็ได้ ให้ชาวบ้านส่ง SMS แพ้คัดออกสัปดาห์ละราย

เผลอๆ จะกลายเป็นรายการฮิตที่สุดนับแต่ก่อตั้ง TPBS มา

แล้วถ้าจะให้ดีนะครับ TPBS ก็ควรจะถือโอกาสนี้ สรุปปัญหา ทิศทาง แนวทาง นโยบาย การบริหาร ฯลฯ โดยให้พนักงานระดับล่างมีส่วนร่วม ให้โอกาสพวกเขาเสนอปัญหาระบายความอึดอัดใจอย่างเต็มที่ พูดถูกบ้าง พูดผิดบ้าง ก็ต้องฟัง เพราะที่ผ่านมามีแต่ปิดกั้น พนักงาน TPBS ไม่สามารถก่อตั้งสหภาพแรงงานได้ เพราะมีระเบียบบังคับไว้ ก่อตั้งได้แต่สมาพันธ์พนักงาน TPBS ซึ่งพูดอะไรมากก็ไม่ได้อีก เพราะมีระเบียบกำหนดว่า ห้ามพนักงานเคลื่อนไหวให้ร้ายองค์กร

ปิดปากกันซะอย่างนี้ จะเป็นทีวีสาธารณะในระบอบประชาธิปไตยได้ไงละครับ

        ใบตองแห้ง
        13 ก.ค.55

ปล.ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้สำนักข่าวอิศรานำไปเผยแพร่
..........................................................................

http://www.mediainsideout.net/pbs/2012/07/17


วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กลุ่มรับน้องสร้างสรรค์ มช. เรียกร้องให้ผู้บริหารทุกคณะจัดรับน้องไม่ละเมิดสิทธิ

 

กลุ่มรับน้องสร้างสรรค์ มช. เรียกร้องให้ผู้บริหารทุกคณะจัดรับน้องไม่ละเมิดสิทธิ

พร้อมจี้ให้ตรวจสอบมีการรับน้องโดยใช้ความรุนแรงหรือไม่ และเปิดเผยว่ามีนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ร้องเรียนเรื่องรับน้องโหด

จดหมายของกลุ่มรณรงค์รับน้องสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงคณบดีทุกคณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดรับน้องโดยไม่ละเมิดสิทธิ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 55 กลุ่มรณรงค์รับน้องสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ยื่นจดหมายถึงคณบดีทุกคณะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้แต่ละคณะดำเนินการเรื่องการรับน้องให้เป็นไปโดยไม่มีการละเมิดสิทธิ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมีการรับน้องโดยใช้ความรุนแรงหรือไม่

ในจดหมายยังขอให้ทางคณะได้ดำเนินมาตรการที่สอดคล้องกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา การรับน้องไม่ควรมีการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการรับน้องที่เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน 

ส่วนหนึ่งของจดหมายร้องเรียนของนักศึกษาปีที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ กลุ่มรณรงค์รับน้องสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยด้วยว่า มีการร้องเรียนว่าการรับน้องในบางคณะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีการบังคับข่มขู่ กดดัน โดยกลุ่มรณรงค์ระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความเครียดทางจิตใจ มีความหวาดระแวงและความกลัว อีกทั้งการรับน้องที่รุนแรงทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อคณะและมหาวิทยาลัย

http://prachatai.com/journal/2012/07/41397

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาพยนตร์สนทนา: ข้อสังเกตว่าด้วย “การเมือง” ในหนังไทย

 

 

ภาพยนตร์สนทนา: ข้อสังเกตว่าด้วย "การเมือง" ในหนังไทย

Thu, 2012-06-28 21:21

ศิริชัย ลีเลิศยุทธ์ รายงาน

 

เก็บความจากงานภาพยนตร์สนทนา "อุดมการณ์ประชาธิปไตยในภาพยนตร์ไทย" เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ฯ เมื่อ 23 มิ.ย. 55 ศาสวัต บุญศรี นักวิชาการด้านภาพยนตร์ และ ชญานิน เตียงพิทยากร นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี ผู้ช่วยผู้อำนวยการหอภาพยนตร์แห่งชาติ
 

 

หนังไทยประกาศตัวเป็น "หนังการเมือง" ชัดๆ ไม่ค่อยได้ ต้องแอบๆ ซ่อนๆ
ศาสวัตกล่าวว่า ได้ลองไล่สำรวจหนังไทยที่พูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างจริงจังร่วมกับเพื่อนๆ นักวิจารณ์หนัง แล้วพบว่าหาได้ยากมาก ช่วงหลังรัฐประหารปี 49 ก็มีหนังหลายเรื่องที่แฝงกลิ่นการเมือง แต่การเป็นหนังการเมืองนั้นไม่ได้หมายความว่าจะมีอุดมการณ์ประชาธิปไตย กลับพบความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยปรากฏอยู่ในหนังมากกว่า

ชญานินวิเคราะห์หนังการเมืองไทยว่า หนังไทยจะแสดงตัวว่าเป็น "หนังการเมือง" ชัดๆไม่ค่อยได้ ต้องปกปิดแอบซ่อน ส่วนหนังไทยที่พูดถึงอุดมการณ์การเมืองชัดเจน เท่าที่พบนั้นอาจแยกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือหนังยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยก่อนที่รัฐให้การสนับสนุน เช่น เรื่อง "หนักแผ่นดิน" เมื่อ พ.ศ.2520 กำกับและแสดงนำโดย สมบัติ เมทะนี ส่วนกลุ่มที่สอง จะเป็นกลุ่มที่แสดงอุดมการณ์การเมืองชัด แต่ไม่ถูกรับรู้ว่าเป็นหนังการเมือง คือหนังแนวประวัติศาสตร์รบรา และหนังเชิดชูสถาบันกษัตริย์
 


"หนักแผ่นดิน" พ.ศ.2520

นอกเหนือไปจากนี้ หากหนังแสดงเนื้อหาทางการเมืองชัดเจน ก็มักถูกมองว่าเป็นภัย อย่างเรื่อง Shakespeare Must Die กำกับโดย สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ (อิ๋ง เค) ซึ่งถูกแบน เพราะฉะนั้นหนังการเมืองไทยต้องซ่อนตัวเอง จนต้องเป็นผู้ชมที่ติดตามการเมืองและดูหนังมามากประมาณหนึ่งจึงจะเข้าใจ

ถ้าเป็นหนังการเมืองที่ไม่ซ่อนตัวเอง เนื้อหาก็จะไม่ได้ลงลึกถึงระดับอุดมการณ์ หรือวิพากษ์วิจารณ์ระบบ แต่เนื้อหาจะติดอยู่แค่ว่านักการเมืองเลว สกปรก คอร์รัปชัน ขี้โกง มั่วเซ็กส์ ธุรกิจสกปรก ฯลฯ นี่คือจุดที่ไกลที่สุดที่ประเทศนี้จะรับกับคำว่า "หนังการเมือง" ได้ ภายใต้เงื่อนไขนี้ ผู้สร้างหนังอาจจะซ่อนนัยอะไรในหนังหรือไม่ก็แล้วแต่

สำหรับหนังสั้น ชญานินกล่าวว่าพอจะมีหนังสั้นที่พูดถึงการเมืองบ้าง ด้วยธรรมชาติของหนังสั้นในปัจจุบันที่สามารถทำได้รวดเร็วและง่าย แต่ที่พูดถึงอุดมการณ์การเมืองอย่างจริงจังและลึกก็หาได้ยากเช่นกัน เพราะเรื่องเหล่านี้หากจะพูดให้ลึกในเวลาเพียงน้อยนิดก็จะไม่รู้เรื่อง หนังสั้นจะพูดถึงการเมืองได้ชัดมากกว่าอยู่แล้วเพราะไม่มีเซ็นเซอร์ แต่ในความชัดนั้นก็มักเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์ ประเด็น หรือกระแสข่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากกว่าที่จะเจาะลงไปถึงเรื่องอุดมการณ์ หรือแกนความคิดหลักที่ควบคุมเรื่องนั้นอยู่

ศาสวัตเสริมว่า ในกลุ่มหนังสั้น นึกถึงหนังสั้นการเมืองที่ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี 2 เรื่อง คือ เรื่องหนึ่งที่ชื่อ "I'm fine สบายดีค่ะ" ของ กอล์ฟ - ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หนังบอกว่าความจริงคนไทยเราอยู่ในกรงขัง ไม่ได้มีเสรีภาพจริงๆ แต่คนก็ไม่ได้ใส่ใจ และไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา และอีกเรื่องหนึ่งคือ สารคดีสั้นเรื่อง "คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์" ของ เต๋อ - นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กล่าวถึงช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 53 สินค้าในห้างคาร์ฟูร์หมดเกลี้ยง แต่หนังไม่ได้ตั้งคำถามถึงอุดมการณ์ความคิดอะไร เป็นปฏิกิริยาต่อเรื่องการเคอร์ฟิวโดยหยิบความรู้สึกในช่วงเวลานั้นมาเล่ามากกว่า

 
ภาพยนตร์สั้น "I'm fine สบายดีค่ะ" โดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์


สารคดีสั้น "คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์" โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์


มองหนังการเมืองของต่างประเทศ
เมื่อพูดถึงตัวอย่างหนังต่างประเทศที่สามารถตีโจทย์เรื่องการเมืองได้แตก ชญานินยกตัวอย่างหนังเรื่อง Secret Ballot (2001) ของประเทศอิหร่าน ซึ่งพูดถึงช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ฉากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ของอิหร่านติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เป็นแหล่งเข้าออกของพวกขนของหนีภาษี ประชาชนแถบนั้นอยู่อย่างยากจนกลางทะเลทราย วันหนึ่งมีเฮลิคอปเตอร์พา กกต. สาวที่ถือหีบเลือกตั้งมาเพื่อเก็บคะแนนเสียงเลือกตั้งที่นี่ ด้วยความที่ผู้คนอยู่ไกลจากศูนย์กลางความเจริญมาก หลายคนจึงไม่สนใจจะเลือกตั้งเพราะรู้สึกว่าเลือกประธานาธิบดีคนไหนก็เหมือนกัน กกต. สาวมีหน้าที่ถือหีบเลือกตั้งไปตามบ้าน ตามชุมชน ให้คนลงคะแนนเสียง โดยมีทหารลาดตระเวนติดตามไปด้วย เจอผู้คนหลากหลาย เช่น ผู้คนในชุมชนหนึ่งที่ปกครองกันเอง 4-5 ครอบครัว มองว่าเลือกตั้งประธานาธิบดีไปก็เท่านั้น บ้างก็เจอหัวคะแนนพาคนมาเลือกตั้ง บ้างก็เจอคนอ่านหนังสือไม่ออก

ชญานินกล่าวว่า คนอาจมองว่าหนังเรื่องนี้ว่าเสียดสีความเละเทะของการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวมองว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยว่า สุดท้ายแล้วไม่ว่าคนจะสนใจเลือกตั้งหรือไม่ แม้จะอ่านหนังสือไม่ได้ ตาบอด หูหนวก แก่ชรา อย่างน้อยทุกคนก็มีสิทธิที่จะเลือกประธานาธิบดีของตัวเอง คนอาจมองว่าเลือกประธานาธิบดีแล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ กกต. สาวที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของระบบเลือกตั้งก็พยายามจะรักษาสิทธิของประชาชนไม่ว่าประชาชนจะเป็นอย่างไรก็ตาม
 


ภาพจากภาพยนตร์อิหร่าน เรื่อง Secret Ballot (2001)

ส่วนหนังการเมืองต่างประเทศที่ศาสวัตยกตัวอย่างคือเรื่อง Lions for Lambs (2007) โดยกล่าวว่าหนังเรื่องนี้เหมือนจะถกเถียงกับคุณค่าบางอย่างที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ผ่านตัวละคร 3 คู่ คู่แรกเป็นวุฒิสมาชิกไฟแรง (Tom Cruise) กับนักข่าวอาวุโส (Meryl Streep) เถียงกันเรื่องมุมมองต่อการโจมตีตาลีบันครั้งใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเรียกคะแนนเสียง คู่ที่ 2 คืออาจารย์รัฐศาสตร์ผู้เคยผ่านสงครามเวียดนาม เถียงกับนักศึกษาเรื่องประโยชน์ของวิชารัฐศาสตร์ นักศึกษาคนนี้ไม่ยอมเข้าเรียนเพราะมองว่ารัฐศาสตร์ในห้องเรียนกับชีวิตจริงไม่เหมือนกัน คู่ที่ 3 คือนักศึกษาผิวสีกับนักศึกษาลูกครึ่งเม็กซิกันที่เป็นเพื่อนกัน และออกจากมหาวิทยาลัยไปเป็นทหารที่อิรัก หนังทิ้งปมให้คนดูไปตั้งคำถามต่อเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ ตั้งคำถามต่อความจริงที่เราเคยเชื่อ บางครั้งประชาธิปไตยก็มีช่องโหว่ให้ถกเถียงได้
 


ภาพจากภาพยนตร์ Lions for Lambs (2007)

ทำไมหนังไทยถึงพูดการเมืองตรงๆ ไม่ค่อยได้?
ชญานินกล่าวว่าหนังกลุ่มที่แสดงทัศนคติทางการเมืองแบบตรงๆ ได้ เท่าที่เห็นจะไม่ถูกพูดว่าเป็นหนังการเมืองดังที่ได้กล่าวไป เรามีภาพลบกับคำว่าการเมือง ไม่รู้ว่ามายาคติชุดนี้มีมาตั้งแต่สมัยไหน แต่มันทำงานสำเร็จและส่งผลในการรับรู้ของสังคมอย่างกว้างขวางว่าการเมืองเท่ากับความสกปรก เราถึงมีคำเรียกคนแกล้งป่วยว่า "ป่วยการเมือง" พอมีคำว่าการเมืองแล้วคนมักถอยผงะ

ศาสวัตกล่าวว่า หากมองในแง่ดี อาจจะมีผู้กำกับที่อยากทำหนังแนวการเมือง แต่ต้องเอาโครงการไปเสนอนายทุนทั้งในและนอกประเทศ โอกาสที่จะได้นายทุนในประเทศก็น่าจะเป็นศูนย์ หรือไม่ก็ได้หนังซูเปอร์ฮีโร่กัดจิกนักการเมืองอย่าง อินทรีแดง ซึ่งกว่าจะได้ก็ยากอยู่เหมือนกัน หรืออาจจะได้หนังตลกสอดแทรกเรื่องขบกัดนักการเมือง แต่หากเป็นไปได้ นายทุนก็คงไม่อยากให้มีอะไรเกี่ยวกับการเมือง เพราะมันมีโอกาสถูกต่อต้านขัดขวาง ถ้าไปขอทุนต่างประเทศก็ได้น้อย และยุ่งยาก สู้ทำหนังที่ไม่ต้องเสี่ยงมากจะคุ้มกว่า ผู้กำกับมีหลายความคิด หลายอุดมการณ์ แต่มักเลือกที่จะไม่พูดออกมา เพราะไม่อยากเสี่ยง กลัวจะซวยในวันข้างหน้า หรือกลัวโดนแบนเหมือน Shakespeare Must Die ความจริงแล้วผู้กำกับหลายๆ คนคงอยากเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง

ชญานินตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่าการทำหนังการเมืองมันไม่ปกติ หรืออาจทำให้ตัวเองซวย หนังการเมืองที่พูดถึงอุดมการณ์อาจไม่จำเป็นต้องไปกระทบกระแทกหรือรุนแรงแบบ Shakespeare Must Die ซึ่งส่วนตัวดูแล้วก็รู้สึกว่ามันแรงอยู่ หรือแบบที่ไปอ้างถึงคนที่มีตัวตนจริงอย่างเรื่อง "นักโทษประหาร 2482" ของยุทธนา มุกดาสนิท หนังการเมืองไม่ใช่ว่าต้องอยู่ในระดับนั้นเสมอไป แต่เราพบว่าการที่อเมริกาทำหนังเกี่ยวกับประธานาธิบดีนิกสันเป็นเรื่องปกติมาก การที่ฝรั่งเศสทำหนังด่าประธานาธิบดีนิโคลัส ซาโคซี่ ก็เป็นเรื่องปกติมาก แต่ในประเทศเรา ทำไมถึงกลายเป็นความไม่ปกติ

ชญานิน พูดถึงหนัง "นักโทษประหาร 2482" ว่าถูกระงับการสร้าง เพราะทายาทจอมพล ป. บอกหากสร้างก็จะฟ้อง การทำเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติของคนไทย ขณะที่หนังที่ด่าซาโคซี่ของฝรั่งเศส ก็มีคนที่ไม่พอใจเช่นกัน แต่เขาไม่ฟ้อง การไม่ฟ้องเป็นเรื่องปกติของฝรั่งเศส

ศาสวัต เสริมว่าอาจเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมรอมชอม มีอะไรก็เก็บไว้ดีกว่าเอาออกมาพูด และเหมือนพร้อมที่จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ใต้พรมเสมอ ไม่แน่ใจว่ามันจะกลายเป็นธรรมชาติของเราหรือเปล่า สมมติโอลิเวอร์ สโตน เป็นคนไทย สงสัยว่าเขาอาจจะอยากเสนอทฤษฎีสมคบคิดในประเทศเรา แบบที่เสนอว่าประธานาธิบดีเคเนดี้ถูกคนใกล้ตัววางแผนฆ่าหรือเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วนั่นเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นในเมืองไทย คนสร้างจะถูกรุมด่าว่ากล้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร เลยซ่อนทุกอย่างไว้ใต้พรม ไม่พูดเสียดีกว่า
 

คติเรื่อง "คนดี" "ธรรมะปราบอธรรม" บนแผ่นฟิล์ม
เมื่อถามว่า "อินทรีแดง" เวอร์ชันล่าสุด ของวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ที่นำเสนอการเมืองตรงๆ เหมือนกัน มีการพูดถึงนักการเมืองว่าเป็นตัวแทนกลุ่มก่อการร้าย แต่ทำไมถึงนำเสนอได้ ชญานินกล่าวว่าการพูดถึงนักการเมืองว่าเลวเป็นเรื่องปกติของหนังไทยและสังคมไทย พูดร้อยปีก็จริงร้อยปี นอกเสียจากถ้าเขาเจาะลงไปที่ใครถึงจะเริ่มมีปัญหา

ชญานินกล่าวถึงหนังเรื่อง "ผู้แทนนอกสภา" (พ.ศ.2526) ว่าเป็นหนังไทยที่เคยดูเรื่องเดียวที่พูดถึงการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น แกนหลักของเรื่องคือการเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี มี ส.ส. เป็นเจ้าพ่อนายทุนคุมพื้นที่มาเป็นเวลานานมาก หนังนำเสนอการทุจริตของเหล่าผู้สมัคร ส.ส. ตัวเอกคือ สรพงษ์ ชาตรี เล่นเป็น ส.ส. ชั้นดีที่ไม่ทุจริตและตั้งใจทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ช่วงต้นเรื่องมีฉากที่น่าสนใจคือ สรพงษ์ต้องไปพบกับหัวหน้าพรรคที่รับบทโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีการอธิบายนโยบายพรรคที่ดูยูโทเปียมาก ตอนดูจบใหม่ๆ ตนเองได้คุยกับเพื่อนว่า มันดูคล้ายทักษิณจังเลย ถ้าลองเปลี่ยนคำจะพบลักษณะที่คล้ายกับการหาเสียงของพรรคไทยรักไทยประมาณหนึ่ง ตอนท้าย สรพงษ์ไปขัดขากับเจ้าพ่อและถูกลอบสังหาร หนังเชิดชูความดีงามของ ส.ส.ชั้นดีว่าแม้สรพงษ์จะตายไปแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังเลือกให้เขาชนะในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งนี้

"สุดท้ายแล้วหนังไม่ได้พูดชัดเจนว่า เราต้องศรัทธาในการเลือกตั้ง อาจมีฉาก ส.ส. ซื้อเสียงแบบตลกๆ เช่น แข่งกันเอาหนังขายยาไปฉายให้ดู เอารองเท้าแตะไปให้ชาวบ้านก่อนข้างหนึ่ง หากเลือกตนเองจะเอามาให้อีกข้างหนึ่ง แต่ว่าตอนท้ายหนังจะบอกว่ายังมีคนดีอยู่นะ เราต้องศรัทธาคนดี ไม่ได้พูดถึงตัวระบบ แต่พูดถึงตัวมนุษย์ เหมือนกับที่เรามักจะวิพากษ์ทุกสิ่งในประเทศนี้ตลอดเวลาว่าถ้าคนมันดีทุกอย่างก็ดี เราก็อย่าให้คนเลวเข้ามามีอำนาจ ให้คนดีจัดการเดี๋ยวมันก็ดีเอง"

 

ศาสวัตกล่าวว่า หนังที่พูดถึงการเมืองที่เราดูกัน เช่น ฝนตกขึ้นฟ้า อินทรีแดง หมาแก่อันตราย จะมีจุดร่วมกันคือศัตรูในเรื่องนี้คือนักการเมืองเลว อย่างเช่น "หมาแก่อันตราย" ของ ยุทธเลิศ สิปปภาค ศัตรูคือนักการเมืองที่กำลังจะสมัครรับเลือกตั้ง มีภาพลักษณ์คือพูดไม่ชัดซึ่งอาจดูเป็นมุขของเขา แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วมันคือการลดทอนความน่าเชื่อถือ ตัวเอกเป็นมือปืนฆ่าคน แต่ขณะเดียวกันก็ด่านักการเมืองว่าเลว ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ส่วนเรื่อง "ฝนตกขึ้นฟ้า" ตัวเอกของเรื่องรับจ็อบเป็นมือปืนที่ไปยิง ส.ส. มีเหตุการณ์ที่เขาเห็นภาพกลับหัวคือตอนที่ไปยิงนักการเมืองแล้วพลาด ตัวเอกจะมองว่ากฎหมายและระบบต่างๆ ไม่สามารถกำจัดนักการเมืองเลวได้ จึงยอมเป็นมือปืนเพื่อไปกำจัดนักการเมืองเลว และคิดในใจว่าตัวเองมีคุณธรรม ส่วนเรื่อง "อินทรีแดง" ก็มีตัวร้ายคือองค์กรมาตุลีที่ชักใยนักการเมือง

ศาสวัตวิเคราะห์ถึงวิธีคิดที่พบในพล็อตหนังที่คล้ายคลึงกันนี้ว่า คนไทยอาจได้อิทธิพลจากวรรณกรรมหรือวรรณคดีสมัยก่อนอย่าง "ธรรมาธรรมะสงคราม" ที่เราเคยเรียนกันสมัยเด็ก เทวดาไปรบกับมาร เทวดาชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเทวดา คือเป็นคนดีอยู่แล้ว คล้าย "รามเกียรติ์" พระรามก็มีสถานะเป็นคนดีตั้งแต่เกิดอยู่แล้วเพราะเป็นร่างอวตารของเทพ หนังไทยหลายๆ เรื่องอาจจะไม่เชิงว่าตัวเอกเป็นคนดีตั้งแต่เกิด แต่ก็คิดว่าตัวเองดีกว่าตัวร้าย ถึงแม้จะเป็นมือปืนที่ชอบใช้ความรุนแรง ตัวเองยิงคนอื่นตายเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว แต่ในขณะเดียวกันถ้าตัวเอกตายเพราะคนอื่นยิง กลับเป็นเรื่องไม่สมควร ตรงนี้คือภาพสะท้อนของวิธีคิดในสังคมไทย

"อยากชวนตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้เราใช้อะไรเป็นเครื่องมือวัดคนดี เวลาเราย้อนไปดูหนัง จะเห็นว่าจริงๆ แล้วตัวละครที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดีมักเข้าลักษณะว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง แกเป็นคนเลวเพราะฉะนั้นฉันจะฆ่าแก แต่วิธีการกระทำก็ไปฆ่าเขาเหมือนกัน ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ซึ่งก็ไม่ต่างกัน ทุกวันนี้เราจะเห็นคนในสังคมจำนวนมากมองว่าตัวเองเป็นคนดีจะมาปราบยักษ์มาร ต่อไปจะเป็นปัญหาหากเราติดกับกับคำว่าคนดีไปเรื่อยๆ ในทางประชาธิปไตย เราต้องการคนดีหรือเปล่า เราเลือก ส.ส. เข้าไปเพื่อไปเป็นปากเสียงแทนเรา ถ้าเราเลือกคนที่เป็นคนดีมาก เข้าวัดฟังธรรม ไม่ผิดลูกผิดเมีย ไม่โกงใครเลย แต่กลับไม่เคยพูดแทนปากเราเลย แบบนั้นจะโอเคหรือไม่" ศาสวัตกล่าว

ชญานิน วิเคราะห์ว่า "คนดี" ในสื่อต่างๆ ของไทยมักจะถูกนำเสนอให้ "ดี" เป็นแพ็คเกจ เช่น สรพงษ์ ชาตรี ใน "ผู้แทนนอกสภา" ไม่ซื้อเสียง ไม่ทุจริต คิดจะทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ มันก็จะไม่หยุดแค่นี้ แต่จะต้องขยายไปถึงชีวิตส่วนตัวว่า เป็นคนรักเมียมาก ซื่อสัตย์กับเมีย เป็นพ่อที่ดี สมมติสรพงษ์ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ว่าเที่ยวผู้หญิงตลอดเวลา มันก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็นนักการเมืองโกง หนังไทยจะต้อง "ดี" เป็นแพ็คเกจ เรื่องนี้ดีแล้วอีกอย่างต้องดีด้วย ไม่เช่นนั้นคนดูจะรู้สึกตะขิดตะขวงอึดอัดที่จะยอมรับว่าดี

ศาสวัตกล่าวถึงเทศกาลหนังสั้น "เล่าเรื่องโกง" ซึ่งได้ทุนแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ (ศสส.) โดยมีข้อสังเกตว่าหนัง 10 เรื่อง จากผู้ประกวด 10 ทีม มีแนวของเนื้อหาคล้ายกัน มีวิธีการเล่าเรื่องคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น เด็กคนหนึ่งไปสมัครเป็นประธานนักเรียน ฝ่ายตรงข้ามซื้อเสียง เอาขนมมาล่อรุ่นน้องประถม แต่เธอก็ยึดในหลักการความดี ในที่สุดเธอก็ได้เป็นประธานนักเรียน และคิดในใจว่านี่เป็นเพราะความดีของเธอ แต่ที่จริงแม่แอบไปฮั้วกับครูใหญ่ ส่วนหนังอีกเรื่อง พล็อตคือคุณพ่อเป็นทหารภาคใต้อยากจะย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ย้ายไม่ได้ซะทีเพราะทางการไม่ให้ย้าย พ่อเป็นคนดี ไม่ยัดเงิน ไม่ยอมไปขอร้องใคร จนวันหนึ่งพ่อได้รับจดหมายจากกรุงเทพฯ แจ้งว่าได้รับการย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว พ่อก็ดีใจ แต่เรื่องหักมุมว่าลูกไปยัดเงินให้กับผู้พัน ศาสวัตกล่าวว่าทำไมหนังไม่ตั้งคำถามถึงเรื่องระบบราชการว่าทำไมพ่อไม่ได้ย้าย ทำไมครูไม่จัดการกับพวกซื้อเสียง

ชญานินกล่าวว่าหนังอีกกลุ่มประมาณ 5-6 เรื่องทั้งที่นักศึกษาทำส่งประกวดและของผู้กำกับอิสระพูดถึงเรื่องการโกง คอร์รัปชัน โดยเล่าวงจรความอุบาทว์สกปรก ชี้ให้เห็นว่าเงินก้อนหนึ่งถูกส่งต่อไปเป็นทอดๆ อย่างไรบ้าง พอเราจะตั้งคำถามกับระบบเราก็จะตั้งได้แค่ในระดับผิวเปลือก เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วว่าวงจรการรับเงินเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ถามว่าวงจรนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ความคิดอะไรอยู่เบื้องหลังของวงจรนี้ อะไรอยู่เบื้องหลังความคิดแบบนี้ คนไทยไม่ค่อยซีเรียสกับระบบ สุดท้ายแล้วเราตัดปัญหาไปอยู่ว่า "ปัญหาอยู่ที่คน แก้ที่คน" ระบบดีไม่ดีนั้นไม่รู้ แต่ถ้าคนดีทุกอย่างจะดีเอง จึงเกี่ยวข้องกับการที่ไม่ค่อยมีหนังไทยที่พูดถึงอุดมการณ์หรือระบบ

"การนิยามคนดีนั้นใช้ลักษณะทางศีลธรรม ซึ่งศีลธรรมเป็นเรื่องที่ปัจเจกมากๆ อาจจะมีหลักศาสนาของแต่ละคนเป็นที่ยึด เมื่อเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่แน่ไม่นอน ความคิดส่วนตัวเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ปัญหาคือเราเอาสิ่งที่ไม่แน่นอนมากมาใช้ตัดสินหรือมองว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาของสังคมไปเสียหมด" ชญานินกล่าว

สัณห์ชัย ผู้ดำเนินรายการ กล่าวเพิ่มเติมว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะหนังอย่างเดียว แต่วรรณกรรม นิยาย และละครที่เราดูทุกวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีฝั่งดีและฝั่งร้ายชัดเจน มีคำกล่าวว่ารัฐนี้เป็นรัฐนาฏกรรม หรือรัฐละคร แต่รัฐละครในความหมายนี้คือรัฐที่คนในรัฐสมาทานว่าทุกคนจะต้องเป็นเหมือนละคร พระเอกต้องดี 100% และมีตัวร้ายที่เลว 100% เราเสพละครเหล่านี้มาก ถ้ามองด้วยความเข้าใจ คิดว่าคนจำนวนมากอกหักกับการเชื่อในนักการเมืองหรือเชื่อในระบบ จนต้องหาจุดยึดเหนี่ยวเพื่อที่จะให้ประเทศไปต่อได้เพราะไม่รู้จะไปอย่างไร จึงยึดศาสนาหรือความดีเพราะรู้สึกไม่สามารถพึ่งใครได้
 


 

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ถูกแบน หนัง Shakespeare Must Die บางตอนไม่ชัดเจนว่าพูดถึงใคร 
ชญานินซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้ดูหนังเรื่อง Shakespeare Must Die แล้ว กล่าวถึงจุดที่น่าจะโดนแบนว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังแสดงความเป็นหนังการเมืองชัดเจน แต่ประเด็นคือ มันไม่ได้เป็นการเมืองที่ชัดไปในข้างที่สามารถแน่ใจได้ว่าที่คนตรวจ รัฐ คนที่มีอำนาจในปัจจุบัน หรือคนดูทั่วๆไปจะยอมรับ คนตรวจอาจรู้สึกว่าถ้าปล่อยไปแล้วตนเองอาจโดนต่อว่าในภายหลัง เพราะหนังการเมืองที่คนยอมรับคือต้องพูดเรื่องนักการเมืองเลว

ท้องเรื่องในหนังคือ "แมคเบธ" แต่เขาจะเล่าเรื่องสองเส้นไปพร้อมๆ กันคือ ชีวิตของนักการเมืองที่ขึ้นเป็นใหญ่ในโลกแห่งความเป็นจริง กับละครเวทีที่แสดงเพื่อเสียดสีนักการเมืองคนนี้ โดยที่ใช้นักแสดงชุดเดียวกันและเล่าสลับกันไปเรื่อยๆ แต่พอตอนท้ายเมื่อถึงจุดที่เป็นโศกนาฏกรรม คนดูจะระบุไม่ได้ชั่วขณะหนึ่งว่าสรุปแล้วแมคเบธหมายถึงใคร บางฉากมั่นใจว่าแมคเบธเป็นทักษิณแน่ๆ แต่พอฉากต่อมากลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ พูดถึงอีกคนต่างหาก พอถึงอีกฉากหนึ่ง ก็ดูจะหมายถึงอีกคน ฉากลักษณะนี้อยู่ติดกันในช่วงเวลา 5-6 นาที ความไม่ชัดเจนตรงนี้ที่ทำให้คนตรวจกลัว

ชญานินกล่าวว่า คุณอิ๋ง เค ผู้กำกับ ชี้แจงว่าหนังต้องการพูดถึงผู้มีอำนาจว่าจะเป็นใครก็ตาม คนกัมพูชาดูอาจจะนึกถึงฮุนเซน คนลิเบียดูอาจจะนึกถึงกัดดาฟี แต่คนจะคิดเช่นนั้นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง คนตรวจเองก็คงไม่ได้เชื่อแบบนั้น นี่คือจุดที่ทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นภัย เพราะเมื่อมันไม่ชัดแล้วคนจะคิดได้เป็นร้อยแบบ ส่วนตัวเข้าใจได้ว่าทำไมถึงถูกเซ็นเซอร์ แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันควรโดน

สังคมประชาธิปไตยในประเทศอื่นๆ ก็ยังมีเรตห้ามฉายอยู่ เช่น ในอังกฤษ มีการแบนหนังเรื่องล่าสุดคือ Human Centipede 2 หนังสยองขวัญที่เกี่ยวกับชายโรคจิตจับเหยื่อหลายคนมาเย็บให้ปากติดกับทวารคนข้างหน้าเป็นทอดๆ คล้ายตะขาบ เมื่อขับถ่าย อุจจาระก็จะไหลเข้าปากคนข้างหลัง หนังถูกแบนเพราะอุบาทว์เกินไป แต่ตรรกะพื้นฐานของการจัดเรตคือการปกป้องเยาวชนไม่ให้เจอกับสิ่งที่รุนแรงไม่สมกับวัย ซึ่งก็แล้วแต่ว่าความสมกับวัยของแต่ละที่เป็นอย่างไร เขาคิดว่าเรื่อง Human Centipede 2 มันรุนแรงมากจนไม่สมควรกับประชาชนประเทศนี้ ประชาชนอาจสะอิดสะเอียน หัวใจวาย ล้มป่วย เป็นอันตราย ซึ่งใช้ฐานคิดคนละแบบกับการแบน Shakespeare Must Die ที่มองว่าอันตรายคืออาจทำให้คนแตกแยก


หนังไทยกลัวเรื่องการเมือง ส่วนหนึ่งเพราะสังคมที่กลัวการโต้เถียง

สำหรับเรื่องความแตกแยกของคนไทย ศาสวัตมองว่า เราแตกแยกน้อยเกินไปด้วยซ้ำ เมื่อไม่เห็นด้วยกับคนอื่นบางเรื่อง คนไทยมักเลือกที่จะเก็บไว้ การไม่พูดไม่เถียงกันทำให้ไม่ได้ใช้ความคิด ในการทำงานศิลปะหรือทำหนัง ขั้นตอนหนึ่งที่ง่ายที่สุดคือต้องเถียงกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเชื่อมันจริงแค่ไหน แต่เรามักไม่กล้าเถียงกับคนอื่น เพราะรู้สึกว่าทำให้เกิดความแตกแยก สิ่งที่เราคิดจึงไม่ได้รับการต่อยอด ไม่ได้พัฒนาเหตุผลและตรรกะให้หนักแน่น เราเรียนหนังสือกันมาแบบครูบอกให้เชื่อก็ต้องเชื่อ ไม่เถียงผู้ใหญ่ มันสะท้อนออกมาในหนังที่มีท่าทีไม่ตั้งคำถาม หรือไม่ถกเถียงอะไรมากมาย ไม่ต้องการแตกแยกกับใคร จึงเลือกจะพูดในสิ่งที่ไม่กระทบใคร และเป็นที่พอใจของสังคมส่วนใหญ่

ชญานินมองว่าการไม่อยากถกเถียงอาจจะอธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงไม่มีหนังที่พูดถึงระบบหรืออุดมการณ์การเมืองอย่างลึกซึ้ง สมมติเราจะสนับสนุนอุดมการณ์แบบในเรื่องสี่แผ่นดิน มันเป็นสิ่งที่ง่าย เพราะว่ามีชุดเหตุผลสำเร็จรูปที่รัฐหรือสังคมบอกว่ามันใช้ได้ ส่วนความสมเหตุสมผลจริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันอีกที แต่หากเราจะทำหนังที่บอกว่าสนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็มักจะถูกซักไซ้เหตุผล วิธีคิด ถ้าทำไม่ดีพอก็ถูกตีตกง่าย ถ้าบทไม่แน่นพอก็มีปัญหา การพูดถึงอุดมการณ์บางอย่างถ้าไม่แน่นก็ไม่เป็นไรเช่นเรื่องศาสนา ความเชื่อ ลัทธิ วาทกรรม เพราะไม่ได้ถูกประกอบขึ้นด้วยเหตุผลแบบอุดมการณ์ประชาธิปไตย

ในช่วงแลกเปลี่ยน มีผู้ฟังเสนอแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยในภาพยนตร์ว่า ไม่ได้นึกถึงประชาธิปไตยในภาพยนตร์ไทยว่าต้องเป็นเรื่องการเมือง ไม่ได้คิดว่าต้องมีภาพการกบฏ ปฏิวัติ หรือการปราบปรามในหนัง แต่นึกถึงหนังที่สอนการโต้แย้งด้วยวิธีการที่ให้รู้จักเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ในระบอบประชาธิปไตย ประชากรต้องเรียนรู้การโต้แย้งหรือการต่อสู้ด้วยการเคารพสิทธิผู้อื่น เพื่อรักษาสิทธิหรือปกป้องเป้าหมายที่เราเป็นผู้กำหนด บ้านเรายังไม่รู้จักการโต้แย้งเพราะเราถูกอบรมมาอีกแบบ

ผู้ฟังอีกรายกล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ถูกทำให้หวาดกลัว ไม่กล้าพูดในสิ่งที่คิด และเป็นผลกระทบที่ชัดเจนมากหลังปี 2549 มันส่งผลกับคนทำหนังไทย ทำไมผู้กำกับยุคใหม่ถึงต้องเลือกซ่อนสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เขาต้องการพูดไว้ในหนัง มันเป็นผลของความไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศเราหรือไม่ รู้สึกว่าประเทศเราเหมือนอิหร่านไปแล้ว คือทำหนังได้แต่ต้องลดเลี้ยว ต้องทำหน้าหนังแบบหนึ่ง แต่ข้างในพูดถึงอีกอย่างเพื่อให้ได้พูดในสิ่งที่อยากจะพูด หรือเพื่อให้เซ็นเซอร์จับไม่ได้ว่าต้องการจะพูดอะไร ตัวอย่างที่ชัดมากคือ "หนังสั้นสีขาว/ชั่วแสงเทียน" ของ ปราปต์ บุนปาน ซึ่งพูดถึงการเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างชัดเจนมากของศิลปิน

 

หอภาพยนตร์ฉายภาพยนตร์เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ความรุ่งโรจน์-จุดจบ ของปฏิวัติ 2475
นอกจากการเสวนาเกี่ยวกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยในภาพยนตร์แล้ว เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี ของเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ทางหอภาพยนตร์ได้นำภาพยนตร์เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรมาฉายก่อนเริ่มงานเสวนา และช่วงปิดงานเสวนา

 


ภาพบรรยากาศบนท้องถนนช่วงงานแห่รัฐธรรมนูญในปี 2476


จอมพล ป. พิบูลสงคราม พบปะนักข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มหลังทำรัฐประหารในปี 2490

ช่วงเริ่มงานเสวนามีการฉายภาพยนตร์สั้นๆ ของงานแห่รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2476 ซึ่งถ่ายโดยกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน โดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ กล่าวถึงการถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติว่า
"ที่จริงได้มีการถ่ายภาพยนตร์ไว้ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่น่าเสียดายที่ฟิล์มนั้นได้สูญหายไป หอภาพยนตร์พยายามติดตามหา มีความเชื่อกันว่าถ้าไม่ถูกทำลายไปก็น่าจะยังอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลก โดยเฉพาะในต่างประเทศที่เคยซื้อฟิล์มไป 2 ก็อปปี้

คณะถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุงซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับคณะราษฎร ได้รับมอบหมายเป็นการลับว่าพรุ่งนี้จะทำการปฏิวัติ ให้บันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งวัน ภาพการปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้ถูกบันทึกไว้ และคณะราษฎรได้นำภาพยนตร์ออกฉายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วเพื่อโฆษณาเผยแพร่ชัยชนะของคณะราษฎร แต่เมื่อฉายไปสักพัก สถานการณ์การเมืองพลิกโดยฝ่ายอนุรักษนิยมภายใต้การนำของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาขึ้นมามีอำนาจ พระยามโนปกรณ์ฯ เห็นว่าภาพยนตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองมีความไม่เหมาะสม เพราะเป็นการซ้ำเติมพระราชวงศ์มากเกินไป จึงสั่งให้งดฉาย แต่ก็ได้ฉายอีกครั้งหลังพระยาพหลพลพยุหเสนาทำรัฐประหารพระยามโนปกรณ์ฯ ฟิล์มได้สูญหายไปในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานว่าสำนักข่าวต่างประเทศที่อเมริกา 2 สำนักได้เคยโทรเลขมาขอซื้อฟิล์มทั้งหมด หลังข่าวการปฏิวัติแพร่กระจายออกไปยังต่างประเทศ แต่ภาพการปฏิวัติไม่ตรงตามจินตนาการของสำนักข่าวที่คิดว่าจะมีภาพการยิงกัน จึงโทรเลขกลับมาภายหลังว่า ไม่เห็นมียิงกัน จึงไม่ได้ฉาย หากจะให้ส่งฟิล์มคืนก็ต้องเสียค่าส่งเอง (จากข้อเขียนของขุนวิจิตรมาตรา) ทางภาพยนตร์เสียงศรีกรุงจึงไม่ได้รับคืนมา

เมื่อมีการปราบกบฏบวรเดช รัฐบาลได้ให้กรมโฆษณาการถ่ายทำการปราบกบฏบวรเดช และงานศพทหารที่เสียชีวิตในการปราบกบฏบวรเดช และให้นำออกฉายควบคู่กัน เข้าใจว่าหนังได้ถูกออกฉายไปทั่วประเทศ แต่ไม่แน่ใจว่าก็อปปี้หายไปไหน ส่วนฟิล์มต้นฉบับที่ศรีกรุงก็ถูกไฟไหม้ จึงไม่เหลือ

หนังที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่หอภาพยนตร์ยังเก็บไว้คือ ภาพรัฐบาลจัดงานแห่รัฐธรรมนูญอย่างใหญ่โตในปี 2476 โดยเอารัฐธรรมนูญบนพานมาตั้งให้คนชื่นชมที่สนามหลวง มีผู้ถ่ายหนังไว้คือกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ฟิล์มที่ได้มาอยู่ในคอลเล็กชันของหอภาพยนตร์ ภาพยนตร์นี้จะทำให้เราเห็นอารมณ์ความรู้สึกของบรรยากาศในยุคนั้นซึ่งตัวหนังสือไม่สามารถให้ได้"

ส่วนช่วงปิดงานเสวนา ได้มีการฉายภาพยนตร์เหตุการณ์รัฐประหาร 2490 ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ผู้ถ่ายคือนายแท้ ประกาศวุฒิสาร ศิลปินแห่งชาติ และเป็นที่ปรึกษาให้กับหอภาพยนตร์ฯ ในปัจจุบัน

เหตุการณ์รัฐประหาร 2490 เกิดจากกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ได้ร่วมมือกันล้มรัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ ถือเป็นการปิดฉากยุคของคณะราษฎร และเริ่มต้นของการกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม รวมทั้งเป็นจุดการเริ่มต้นของการเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญภายหลังการปฏิวัติ 2475
 

 

รัฐประหาร 2490


หมายเหตุ : ภาพยนตร์งานแห่รัฐธรรมนูญเมื่อ 2476 ของกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน หาชมได้ใน DVD รวมภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ จำหน่ายที่ร้าน DVD ในหอภาพยนตร์แห่งชาติ ศาลายา

 



http://prachatai.com/journal/2012/06/41309 

--
สุวิมล เชื้อชาญวงศ์ : 
Suwimol Chuachanwong
โทร 08 3986 8084